บทความ


ทำไม มวยไทย ใช้สีน้ำเงิน-แดงแบ่งฝั่ง

ทำไม มวยไทย ใช้สีน้ำเงิน-แดงแบ่งฝั่ง

ในการแข่งขันกีฬา มวยไทย หลายคนอาจจะเกิดความสงสัยว่า ทำไมต้องแบ่งผู้เข้าแข่งขันทั้ง 2 ฝั่งเป็นสีน้ำเงินและสีแดง วันนี้เราจะมาไขที่มาของสีที่ใช้แบ่งฝั่งผู้แข่งขันกันครับ

 

ที่มาของ สีน้ำเงิน-แดง

 

กีฬาการต่อสู้ เป็นสิ่งที่มีอยู่คู่กับมนุษย์เรามาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว โดยที่มาของการสีน้ำเงินและสีแดง มีการกล่าวอ้างอิงว่า เกิดขึ้นในสมัยโรมัน ที่มีกีฬาการต่อสู้ห้ำหั่นกันใน "โคลอสเซียม" (Colosseum) สนามกีฬากลางแจ้งโบราณ ขนาดใหญ่ของในยุคนั้น ซึ่งในปัจจุบันกลายเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ตั้งอยู่ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยใน

 

การต่อสู้ในยุคนั้น เป็นการต่อสู้กันระหว่าง กลาดิเอเตอร์ (Gladiator) หรือ นักรบดาบ ซึ่งเป็นนักสู้ของกษัตริย์หรือผู้มีอำนาจ กับ ทาสเถื่อน จึงมีการแบ่งฝั่งกันอย่างชัดเจน โดยที่ประตูทางเข้าสู่สนามนั้น จะมีธงสัญลักษณ์ของแต่ละฝั่ง ซึ่งนักสู้ของชั้นชนสูง จะออกมาจากมุมที่มีธงสีน้ำเงิน สาเหตุที่เป็นสีน้ำเงิน เพราะเป็นสีของพวกศักดินา และยังมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็นสุภาพบุรษ สุขุม และหนักแน่น

 

ส่วนนักสู้ฝ่ายทาส จะออกมาจากมุมที่มีธงสีแดง ซึ่งสีแดงในที่นี่ เปรียบเสมือน "เลือด" เพราะนักสู้ฝ่ายทาส ต้องเป็นรองทุกประตู และจะต้องสูฐเสียเลือดอยู่ตลอด เพราะส่วนใหญ่ พวกทาสจะได้แค่อาวุธ ไร้ซึ่งเกราะป้องกัน ถึงมีก็มีไม่มาก แต่ฝั่งน้ำเงินของพวกอำมาตย์จะจัดเต็มทั้งเกราะทั้งอาวุธ กติกาการแข่งขันของการต่อสู้นี้ จะจบลงจนกว่าอีกฝ่ายจะปลิดชีพอีกฝ่ายหนึ่งได้ ผู้ที่รอดชีวิต ถือว่าเป็นผู้ชนะ นั่นเอง ซึ่งก็แน่นอนว่า ฝ่ายนักสู้ของชนชนสูง ย่อมได้เปรียบกว่านักสู้ฝ่ายทาสฝ่ายอยู่แล้ว

 

ถึงแม้ว่าจะมีฝ่ายที่ถูกปลิดชีพไปแล้ว แต่การแข่งขัน ก็ยังไม่จบเพียงเท่านั้น ผู้ชนะจะต้องไปต่อสู้กับกลาดิเอเตอร์ คนต่อไปเรื่อย ๆ จนไม่เหลือคู่ต่อสู้ให้แข่งอีก เพื่อหานักสู้ยอดฝีมือเพียงคนเดียวเท่านั้น และผู้นั้นจะได้รางวัล เป็รอิสรภาพจากนายทาสของตน หรืออาจเป็นรางวัลชีวิตที่ดีขึ้น โดยเลื่อนให้เป็น หัวหน้าทาส

 

การนำสีน้ำเงินและแดงมาใช้แบ่งแย่งผู้เข้าแข่งขันอย่าง "มวย" หรือกีฬาอื่น ๆ ไม่ได้มีหลักฐานแน่ชัดว่า เริ่มใช้กันตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่มีการสันนิษฐานว่า สีน้ำเงินและสีแดง ที่นำมาใช้มาจากการต่อสู้ของเหล่ากลาดิเอเตอร์ที่โคลอสเซียม นั่นเอง

 

แนวคิดจากทีวีสี

 

อีกแนวคิดที่มีการกล่าวถึง คือ วงการมวยในสหรัฐอเมริกายุคแรก ๆ ได้ใช้ สีดำและสีขาว แบ่งฝั่งผู้เข้าแข่งขันแต่ละฝั่ง ต่อมามีการเปลี่ยนเป็น สีน้ำเงิน และสีแดง โดยสันนิษฐานว่า อาจเกิดจากการผลักดันของกลุ่มนายทุนทางโทรทัศน์อย่าง HBO , ESPN และ USA Network ที่ในยุคนั้น เป็นช่วงคาบเกี่ยวการกำเนิด " โทรทัศน์สี " เพื่อให้คนดูมวยทางโทรทัศน์ สังเกตเห็นสีของแต่ละมุมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

การใช้สีแบ่งฝั่งของมวยไทย ในปัจจุบัน

 

สำหรับ "มวยไทย" ที่มีการแบ่งฝั่งเป็นสีน้ำเงินและสีแดงนี้ ก็คาดว่าได้รับอิทธิพลมาจาก “มวยสากล” นั่นเอง ซึ่งในปัจจุบัน การแข่งขันมวยไทย ได้มีการใช้ สีดำและสีขาวแบ่งฝั่งผู้แข่งขันอีกด้วย แต่สีน้ำเงินและสีแดง ก็ยังคงเป็นสีที่นิยมใช้มากกว่าอยู่ดี

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ความแตกต่างของ มวยไทย และ มวยสากล

ปั้น ซิกแพค ด้วย มวยไทย ( Muay Thai )

ปั้น ซิกแพค ด้วย มวยไทย ( Muay Thai )

ปั้น ซิกแพค ด้วย มวยไทย ( Muay Thai )

ถ้าพูดถึงร่างกายของคนที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า ภาพในหัวต้องไม่พ้นคนที่มีร่างกายแข็งแรง มีกล้ามเนื้อ สำคัญคือต้องมีกล้ามหน้าท้องหรือ ซิกแพค วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการปั้น ซิกแพค ด้วย มวยไทย ( Muay Thai )

 

          ซิกแพค คืออะไร สามารถเกิดขึ้นตามส่วนไหนของร่างกายได้บ้าง ?

     ซิกแพค เป็นคำภาษาอังกฤษที่มีความหมายว่า กล้ามหน้าท้องลอนสวยทั้ง 6 มัด สามารถเกิดได้ทั้งผู้ชาย และผู้หญิง กล้ามเนื้อนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ถูกสร้างขึ้นมา โดยคนที่สร้างก็คือ มนุษย์ที่มีความต้องการอยากให้หน้าท้อง หรือบอดี้ของตัวเองนั้นมีสุขภาพดี และดูดี ดูน่าสนใจเวลาที่มีคนมองนั่นเอง เรามาดูกันว่า ซิกแพค สามารถเกิดขึ้นตามส่วนไหนของร่างกายได้บ้าง ซึ่ง ซิกแพค เกิดขึ้นได้แค่บริเวณเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ บริเวณหน้าท้องของมนุษย์ค่ะ แบ่งสลับซ้าย และขวาข้างละ 3 มัด

 

     หมัด เท้า เข่า ศอก คือ คำที่ได้ยินบ่อย ๆ จากกีฬาประจำชาติไทย ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครในโลกไม่รู้จัก มวยไทย ( Muay Thai ) คือกีฬาศิลปะการต่อสู้ที่น่าภาคภูมิใจ แน่นอนที่นักมวยแต่ล่ะคนก็ต้องย่อมมีร่างกายที่แข็งแกร่งดั่งอาวุธ เพราะ อาวุธที่แข็งแกร่งที่สุด คือ ร่างกายของเรานั่นเอง โดยเฉพาะกล้ามหน้าท้อง หรือ ซิกแพค พวกเขามีวิธีสร้างกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่ง และดุดันแบบนั้นได้อย่างไร ถ้าพร้อมแล้วเราไปติดตามรายละเอียดกันเลย

 

          สร้าง ซิกแพค แบบฉบับ มวยไทย ( Muay Thai )

     การสร้าง ซิกแพค เป็นการใช้ท่าบริหารกล้ามเนื้อในเรื่องของการพับตัว บิดตัว โยกตัว งอตัวจากส่วนล่างจนถึงส่วนบนโดยมีท่าพื้นฐานทั้งหมด 5 ท่า คือ

1. ท่า Sit Up และชก

12-15 ครั้ง 1-2 เซต ช่วยในการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง และด้านข้าง

     โดยจะเป็นการ Sit Up และ ชกล่อเป้า ยิ่งถ้าหากมีคู่ซ้อมที่ช่วยให้เราสามารถชกล่อเป้าได้จะยิ่งดีมาก แต่ถ้าหากไม่มี ก็สามารถใช้วิธีชกลมได้ ไม่ต่างกัน โดยธรรมชาติของท่านี้ จะใช้ร่างกายในการบิด งอตัว และ เหยียดตัว เพื่อสามารถชกให้โดนเป้าได้มากขึ้น

 

2. ท่า Sit Up และทุบ

12-15 ครั้ง 1-2 เซต ช่วยในการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง

     เป็นการ Sit Up และทุบ โดยให้คู่ซ้อมทุบตรงส่วนบริเวณหน้าท้อง ในช่วงยกตัว ด้วยเป้าล่อท่านี้จะช่วยในเรื่องของการสร้างความคุ้นเคย โดยธรรมชาติของร่างกายจะเกิดอาการเกร็ง เมื่อมีสิ่งใดมาปะทะตรงบริเวณช่วงหน้าท้อง เป็นการสร้างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อไหวพริบ และ ระบบประสาทอาจเคยสงสัยกันว่า ทำไมนักมวยถึงสามารถทนทานต่อการถูกตีเข่าเป็นเวลานาน ๆ ได้ คำตอบก็คือ ท่านี้นั่นเอง

 

3. ท่า Sit Up และหลบ

12-15 ครั้ง 1-2 เซต ช่วยในการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง และด้านข้าง

     เป็นการ Sit Up และ หลบหมัดของคู่ซ้อมในระหว่างที่ยกตัวขึ้นมา โดยจะได้ทักษะในการหลบหมัดคู่ต่อสู้ พิงเชือก โยกตัว โดยท่านี้จะได้ทั้งในส่วนกล้ามเนื้อทั้งเอว และขา

 

4. ท่าตีเข่า

30 วินาที 1-2 เซต ช่วยในการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง / ด้านข้าง และน่อง

     ท่านี้จะเป็นการใช้ขาช่วงล่างหนักขึ้น โดยใช้ขาข้างที่เราทรงตัว ตีเข่าขึ้นกลางอากาศ ยิ่งเร่ง การทรงตัว และการเขย่งจะยิ่งทำงานหนักขึ้น และเมื่อขึ้นชกกับคู่ต่อสู้ จะช่วยในเรื่องของการหลบหลีก และการทรงตัว ทำให้เรายืนขาได้มั่นคงยิ่งขึ้น

 

5. ท่าเตะข้าง

30 วินาที 1-2 เซต ช่วยในการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง / ด้านข้าง และน่อง

     ท่านี้จะได้กล้ามเนื้อในส่วนของลำตัวด้านข้าง ซึ่งจะแตกต่างจากท่าตีเข่า โดยการใช้แรงมากขึ้น และยืดขามากขึ้น

 

     ซึ่ง 5 ท่าเหล่านี้ คือ เทคนิคขั้นพื้นฐานของการสร้าง ซิกแพค ด้วย มวยไทย ( Muay Thai ) โดยท่าแรก สำหรับช่วงเริ่มต้น อาจไม่ต้องใช้วิธีการทุบเลยทันที อาจจะเป็นการเกร็งค้างไว้ แล้วค่อยปล่อยลงมา ท่าล่ะ 1-2 รอบ ส่วนคนที่เริ่มชินแล้วแนะนำให้ทำท่าตั้งแต่ 1-5 แล้วค่อยพัก นอกจากได้ ซิกแพค แล้ว ยังสามารถช่วยในเรื่องของ คาร์ดิโอ หรือการมีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจที่เร็วขึ้นด้วย

     กล้ามเนื้อที่แข็งแกร่ง ต้องมาพร้อมกับจิตใจที่แข็งแกร่งและมุ่งมั่น การสร้าง ซิกแพค ด้วยมวยไทย ( Muay Thai ) คงไม่ยากเกินกว่าความตั้งใจของเรา แค่คิดว่าเราทำได้ เราก็จะทำได้เช่นกัน หากใครสนใจอยากเรียน มวยไทย ( Muay Thai ) เรามีสอนให้ที่ เจริญทองมวยไทยยิม ( Jaroenthong Muay Thai Gym ) กับสาขาที่ใกล้ และสะดวกที่สุดได้เลย ซึ่งเรามีทั้งสาขาศรีนครินทร์ สาขาข้าวสาร และสาขารัชดา

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

15 ท่า แม่ไม้ มวยไทย ที่ไม่ค่อยมีให้เห็นในปัจจุบัน

ความแตกต่างของ มวยไทย และ มวยสากล

15 ท่า แม่ไม้ มวยไทย ที่ไม่ค่อยมีให้เห็นในปัจจุบัน

15 ท่า แม่ไม้ มวยไทย ที่ไม่ค่อยมีให้เห็นในปัจจุบัน

มวยไทย จัดว่าเป็นศิลปะป้องกันตัวมาแต่โบราณ ได้รับการสืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น แต่กาลเวลาค่อย ๆ เปลี่ยนไป เทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทกับคนยุคใหม่มากขึ้น ทำให้คนไทยหลายคนไม่ค่อยเห็นแม่ไม้ มวยไทย เหล่านี้ในปัจจุบัน

 

     แม่ไม้ มวยไทย ที่สำคัญ โบราณาจารย์ผู้ทรงคุณได้จัดแบ่งไว้ 15 ท่า คือ การใช้ หมัด ศอก เข่า เท้า มีทั้งรุก และรับ ในจังหวะสถานการณ์ต่าง ๆ กันตั้งเป็นชื่อกล ต่าง ๆ เพื่อการจดจำ ดังนี้

 

          กลแม่ไม้ มวยไทย

กล 1 สลับฟันปลา ( รับวงนอก )

     แม่ไม้กล 1 นี้ เป็นไม้หลัก หรือไม้ครูเบื้องต้น ใช้รับ และหลบหมัดตรงของคู่ปรปักษ์ที่ชกนำอย่างรุนแรง และหนักหน่วง หลบออกวงนอก นอกลำแขนของคู่ปรปักษ์ ทำให้หมัดตรงของผู้ชกเลยหน้าไป

ก. ฝ่ายรุกชกด้วยหมัดตรงซ้าย พร้อมกับตัวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า หมายชกบริเวณใบหน้าของฝ่ายรับ

ข. ฝ่ายรับ ก้าวเท้าขวาหลบไปทางกึ่งขวา 1 ก้าว พร้อมทั้งโน้มตัวเอนไปทางขวาประมาณ 60 องศา น้ำหนักตัวอยู่บน เท้าขวา ขาขวางอเล็กน้อย ศีรษะ และตัวหลบออกวงนอกของหมัดฝ่ายรุก ทันใดใช้มือขวาจับกำคว่ำที่แขนท่อนบน ของฝ่ายรุก มือซ้าย จับ กำ หงาย ที่ข้อมือของฝ่ายรุก ( ท่าคล้ายจับหักแขน )

 

กล 2 ปักษาแหวกรัง ( รับวงใน )

ก. ฝ่ายรุกชกใบหน้าฝ่ายรับด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าสืบไปข้างหน้า เฉียงไปทางกึ่งซ้ายเล็กน้อยภายในแขนซ้ายของฝ่ายรุก ตัวเอนประมาณ 60 องศา น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าซ้าย ทันใดให้งอแขนทั้ง 2 ขึ้น ปะทะแขนท่อนบน และท่อนล่างของฝ่ายรุกไว้โดยเร็ว หมัดของ ฝ่ายรับทั้งคู่ ชิดกัน ( คล้ายท่าพนมมือ ) ศอกกางประมาณ ๑ คืบ ศีรษะ และใบหน้ากำบังอยู่ระหว่างแขนทั้งสอง ตาคอย ชำเลืองดูหมัดขวา ของฝ่ายรุก

 

กล 3 ชวาซัดหอก ( ศอกวงนอก )

ก. ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดตรงซ้ายยังบริเวณใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าเอนตัวไปทางกึ่งขวา ตัวเอนประมาณ 30 องศา น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าขวา ทันใดรีบงอแขนซ้าย ใช้ศอกกระแทก ชายโครงใต้แขนซ้ายของฝ่ายรุก

 

กล 4 อิเหนาแทงกฤช ( ศอกวงใน )

ก. ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า ตัวเอียงไปทางซ้ายเล็กน้อยตัวเอนประมาณ 60 องศา น้ำหนักตัวอยู่บน เท้าซ้าย งอศอกขวา ขนานกับพื้น ตีระดับชายโครงฝ่ายรุก ตอบด้วยแขนซ้าย

 

กล 5 ยกเขาพระสุเมรุ ( ต่อยตั้งหมัดต่ำก้มตัว 45 องศา )

ก. ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าขวาพร้อมกับย่อตัวต่ำเข้าหาฝ่ายรุก งอเข่าขวา ขาซ้ายตึง ย่อตัวต่ำเอนไปข้างหน้าประมาณ 45 องศา น้ำหนักตัวอยู่บนขาขวา ทันใดนั้น ให้ยืดเท้าขวายกตัวเป็นแหนบ พร้อมกับพุ่งหมัดชกขวาเสยใต้คางของฝ่ายรุก หน้าเงยดูคาง ของฝ่ายรุก แขนซ้ายกำบังอยู่ตรงหน้าเสมอคาง

 

กล 6 ตาเถรค้ำฟัก ( ต่อยคางหมัดสูงก้มตัว 60 องศา )

ก. ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้าของฝ่ายรุก ทางกึ่งขวาของวงหมัดภายในของฝ่ายรุกที่ชกมา งอเข่าซ้าย เล็กน้อยใช้หมัดซ้าย ชกใต้คางของฝ่ายรุก แล้วใช้แขนยวาที่งอป้องหมัดซ้ายฝ่ายรุกที่ชกมาให้พ้นตัว

 

กล 7 มอญยันหลัก ( รับต่อยด้วยถีบ )

ก. ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า

ข. ฝ่ายรับ ผลักตัวเอนไปทางขวา เอนตัวหนีฝ่ายรุกประมาณ 45 องศา ยืนบนเท้าขวา แขนทั้ง 2 งออยู่ตรงหน้า เหลียวดู ฝ่ายรุก ทันใดนั้น ยกเท้าซ้ายถีบที่ยอดอก หรือท้องน้อยของฝ่ายรุกให้กระเด็นห่างออกไป

 

กล 8 ปักลูกทอย ( รับเตะด้วยศอก )

     ใช้รับการเตะกราดของคู่ต่อสู้ โดยใช้ศอกรับสลับกัน

ก. ฝ่ายรุก ยืนตรงหน้าพอได้ระยะเตะ ยกเท้าขวาเตะกราดไปยังบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ จากขวาไปซ้าย โน้มตัว เล็กน้อย งอแขนทั้ง 2 ป้องกันตรงหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบผลักตัวไปทางซ้าย พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายฉากไปข้างหลัง ใช้แขนขวางอศอกขึ้นรับเท้าของฝ่ายรุกที่เตะมา แขนซ้ายงอป้องกันอยู่ตรงหน้าสูงกว่าแขนขวาเพื่อป้องกันพลาดถูกใบหน้า

 

กล 9 จระเข้ฟาดหาง ( รับต่อยด้วยเตะ )

     แม่ไม้นี้ใช้ส้นเท้าฟาดไปทางด้านหลัง เมื่อคู่ต่อสู้พลาดแล้วถลันเสียหลัก จึง หมุนตัวเตะด้วยลูกเหวี่ยงส้นเท้า

ก. ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับสืบเท้าซ้ายไปข้างหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าขวากระโดดไปทางกึ่งขวา ให้พ้นหมัดฝ่ายรุก แขนงอกำบังตรงหน้าแล้วใช้เท้าซ้าย เป็นหลักหมุนตัว เตะด้วยส้นเท้าขวาบริเวณท้องหรือคอ

 

กล 10 หักงวงไอยรา ( ถองโคนขา )

ก. ฝ่ายรุก ยกเท้าขวาเตะกราดไปยังชายโครงของฝ่ายรับ งอแขนทั้ง 2 บังอยู่ตรงหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าขวาเข้าหาฝ่ายรุกตรงหน้าเกือบประชิดตัว ข้างตัวไปทางซ้าย เข่าขวางอ เท้าซ้ายเหยียดตรง ทันใด เอามือซ้ายจับเท้าขวาของฝ่ายรุก ต้องพยายามยกขาฝ่ายรุกให้สูง กันฝ่ายรุกใช้ศอกถองศีรษะ

 

กล 11 นาคาบิดหาง ( บิดขาจับตีเข่าที่น่อง )

ก. ฝ่ายรุก ยกเท้าขวาเตะกราดไปยังบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ แขนทั้ง 2 งออยู่ตรงหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบผลักตัวไปทางซ้าย ยืนบนเท้าซ้าย มือซ้ายจับส้นเท้าของฝ่ายรุก มือขวาจับที่ปลายเท้าบิดออกนอกตัว ทันใดนั้น รีบยกเข่าขวาตีที่น่องของฝ่ายรุก

 

กล 12 วิรุณหกกลับ ( รับเตะด้วยถีบ )

     แม่ไม้นี้ ใช้รับการเตะโดยใช้ส้นเท้า กระแทกที่บริเวณโคนขา

ก. ฝ่ายรุก ยกเท้าซ้ายเตะกลาง ลำตัวบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ

ข. ฝ่ายรับ รีบยกเท้าซ้ายถีบไปที่ บริเวณโคนขาซ้ายของฝ่ายรุกพร้อมยกแขน ทั้งสองกันด้านหน้า การถีบนั้นต้องถีบให้เร็ว และแรงถึงขนาด ฝ่ายรุกหมุนกลับเสียหลัก

 

กล 13 ดับชวาลา ( ปิดหมัดต่อยตอบ )

     แม่ไม้นี้ใช้แก้การชกด้วยหมัด ตรงโดยชกสวนที่ใบหน้า

ก. ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายไปยังบริเวณใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า แขนขวาคุมบริเวณ ปลายคาง

ข. ฝ่ายรับ ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้ากึ่งขวาหลบอยู่นอกหมัดซ้ายของฝ่ายรุก เอี้ยวตัวไปทางขวา ปัด และกดแขนซ้าย ของฝ่ายรุกที่ชกมา ให้เอนไปทางซ้าย กดให้ต่ำลง ทันใดรีบใช้หมัดซ้ายต่อย บริเวณปากครึ่งจมูกครึ่ง หรือที่เบ้าตา ของฝ่ายรุก แล้วพุ่งตัวโดด ไปทางกึ่งขวา

 

กล 14 ขุนยักษ์จับลิง ( รับ - ต่อย - เตะ – ถอง )

     ไม้นี้เป็นไม้สำคัญมาก ใช้แก้ลำคู่ต่อสู้ที่ไวในการต่อย เตะ ถอง ติดพันกัน การปฏิบัติ แบ่งออกเป็น 3 ตอน

ตอนที่ 1

ก. ฝ่ายรุก พุ่งหมัดซ้ายตรงไปยังใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า

ข. ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าซ้ายสืบเท้าเข้าหาตัวฝ่ายรุกตรงหน้า แขนขวาปัดแขนซ้ายฝ่ายรุกให้พ้นจากตัว

ตอนที่ 2

ก. ฝ่ายรุก ยกเท้าขวาเตะกราดบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ

ข. ฝ่ายรับ รีบผลักตัว ถอยเท้าซ้ายไปข้างหลัง ราวกึ่งซ้ายย่อตัวใช้ศอกขวาถองที่ขาขวาท่อนบนของฝ่ายรุก

ตอนที่ 3

ก. ฝ่ายรุก งอแขนขวาโน้มตัวถองชกศีรษะของฝ่ายรับ

ข. ฝ่ายรับ รีบยืดตัว งอแขน ให้แขนท่อนบนปะทะแขนท่อนล่างของฝ่ายรุก แล้วรีบผลักตัว ก้าวเท้าขวาไปทางหลัง ประมาณกึ่งขวา

 

กล 15 หักคอเอราวัณ ( โน้มคอตีเข่า )

ก. ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับสืบเท้าซ้ายไปข้างหน้า หมัดขวาคุมอยู่บริเวณคาง

ข. ฝ่ายรับ ก้าวเท้าซ้ายสืบไปตรงหน้าฝ่ายรุกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับยกแขนขวาสอดปัดแขนซ้ายของฝ่ายรุก แล้วโดด เข้าเหวี่ยงคอฝ่ายรุก โน้มลงมาโดยแรง แล้วตีด้วยเข่าบริเวณใบหน้า

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

รำมวย สิ่งที่นักชก มวยไทย รู้ดี

ความแตกต่างของ มวยไทย และ มวยสากล

กระโดดเชือก สำหรับ นัก มวยไทย

กระโดดเชือก สำหรับ นัก มวยไทย

เพื่อน ๆ รู้กันไหมคะว่า นอกจากจะต้องมี หมัด ที่แข็งแรงแล้ว นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) มืออาชีพ ยังต้องมี ขา และ ปอด ที่แข็งแรงด้วย แล้ว นักชกเหล่านี้ เสริมความแข็งแรง ด้วย การกระโดดเชือก นั่นเอง มาดูกันดีกว่าค่ะว่า มันดีจริงไหม

 

เชือกกระโดด ( Skipping Rope ) เป็นอุปกรณ์ การออกกำลังกาย ที่หาซื้อง่าย ใช้สะดวก และ ไม่เปลืองพื้นที่จัดเก็บ เชือกกระโดด ( Skipping Rope ) นั้นต้องเลือก ให้เหมาะกับตัวเองด้วย มาดูกันค่ะ กับวิธีการเลือกซื้อ และ ใช้งาน เชือกกระโดด ( Skipping Rope ) กันค่ะ

 

 

เลือก เชือกกระโดด ( Skipping Rope ) จากความยาว และ ส่วนสูงของเรา

ซื้อของทั้งที ก็ต้องเผื่อไว้ ยาว ๆ เวลาที่ตรงดิ่ง ไปร้านขายอุปกรณ์กีฬา ให้หยิบ เชือกกระโดด ( Skipping Rope ) ที่ยาว ๆ ไว้ก่อน เพราะเราสามารถ ปรับให้สั้นลงได้ แค่มัดปมเชือกไว้ใกล้ ๆ ด้ามจับ จนได้เชือกขนาดที่พอดี กับส่วนสูงของเรา

 

เชือกกระโดด ( Skipping Rope ) ยาว เท่าไหร่ถึงจะดี

เคล็ดลับ ข้อที่สอง คือ ความยาวของ เชือกกระโดด ( Skipping Rope ) ที่เหมาะสม เพื่อให้กระโดดได้ง่าย ไม่สะดุดบ่อย คือ ให้เหยียบกึ่งกลางเชือก แล้วดึงปลาย เชือกกระโดด ( Skipping Rope ) ทั้งสองขึ้นมา ความสูงของด้ามจับ ต้องสูงเสมอรักแร้ จะเป็นความยาว ที่พอดี กับส่วนสูงของเรา

 

เลือก ประเภท เชือกกระโดด ( Skipping Rope )

หากคุณเป็นมือใหม่ และ ไม่ใช่นักมวย ที่ชินกับการ กระโดดเชือก แล้วล่ะก็ อย่าริอาจใช้ เชือกแบบ สายยางรดน้ำ เส้นใหญ่ ๆ แบบที่นักมวยชอบใช้ เพราะเชือกจะหนักมาก จนทำให้ปวดข้อมือ แขน และ ไหล่ เวลาที่แกว่งแขน ถ้าหากคุณเป็นผู้เริ่มต้น หรือ แค่อยากออกกำลังกาย เฉย ๆ แบบไม่หนักมาก ให้เลือก เชือกเส้นพลาสติก หรือ speed rope แทน และ ควรหลีกเลี่ยง เชือกแบบผ้าถัก เส้นหนา ๆ เพราะมีน้ำหนักเบา ทำให้แกว่งได้ยาก เชือกจึงไม่ค่อยหมุน ค่ะ

 

 

 

พอเราได้ เชือกกระโดด ( Skipping Rope ) ที่ถูกต้องแล้ว เราออกไปกระโดดกันดีกว่า

1. มือทั้งสอง อยู่ที่ระดับสะโพก หมุน เชือกกระโดด ( Skipping Rope ) ด้วยปลายแขน และ ข้อมือ ทั้งสองข้าง

2. ความสูง ในการกระโดด ที่เหมาะสม คือ สูงประมาณ 1 นิ้ว จากพื้นเท่านั้น หรือ เพียงให้ เชือกลอดผ่านได้ โดยให้หัวเข่า งอน้อยที่สุด

3. สำหรับผู้เริ่มต้น ควรกระโดด เพียงครั้งละ 5 - 15 นาที และ หากรู้สึก เหนื่อย หอบ หลังจาก กระโดด ได้เพียง 1 - 2 นาที ให้ พักโดยการวิ่งอยู่กับที่เบา ๆ เมื่อพร้อมแล้ว จึงกระโดดต่อ

4. เพื่อผลลัพธ์ที่ดี ควรกระโดด สัปดาห์ละ 3 - 4 ครั้ง ครั้งละ 15 - 30 นาที หรือ อาจเพิ่มจํานวน ตามความเหมาะสม ขอให้สนุกกับการ ออกกำลังกาย กันนะคะ

 

ข้อควรระวัง ในการกระโดดเชือก

สำหรับผู้ที่มีปัญหา เรื่องน้ำหนัก ตัวที่มากเกินไป หรือ มีปัญหา บาดเจ็บที่ เข่า ข้อเท้า หรือ ข้อต่อต่าง ๆ ไม่ควรออกกำลังกาย ด้วยการกระโดกเชือก เพราะอาจทำให้ อาการบาดเจ็บ รุนแรงขึ้นได้ ทางที่ดี ควรลอง ปรึกษาแพทย์ ก่อนที่จะ ออกกำลังกาย และ ที่สำคัญการ กระโดดเชือก นั้น ต้องมีเรื่องของ รองเท้า ที่ดีค่อย ซัพ ข้อเท้า หรือ น้ำหนักตัว ของเราด้วย รองเท้าที่ดี ต้องเป็นแบบไหน

 

1. กระชับ ใส่แล้วรู้สึกดี ทั้งเวลา วิ่ง และ กระโดด

2. มีซัพที่รู้สึกว่า กระโดดได้ ไม่เจ็บ หลังจากที่ กระโดด นั่นเอง

3. ส้นรองเท้า ต้องไม่หนาเกินไป เพราะอาจจะทำ ให้เจ็บได้

4. ปลายเท้า ต้องกระชับ สามารถใส่ให้ หลวมกว่านิดหน่อยได้ ตามที่ชอบ แต่อย่าหลวม จนเยอะเกินไป

 

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ การ กระโดดเชือก เป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย ๆ ใช่ไหมล่ะคะ เป็นการ ออกกำลังกาย ที่จะอยู่ที่ไหนก็ออกได้ ทั้ง ในบ้าน ในห้อง ดาดฟ้า หรือ จะไปออกที่ สวนสาธารณะ ใกล้บ้านก็ได้นะคะ

 

 

 

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

เมนูช่วยเพิ่ม การเผาผลาญ สำหรับ นักชก มวยไทย

ออกกำลังกาย เรียวขา ให้แข็งแรง ดั่ง นักชก มวยไทย

 

ความแตกต่างของ มวยไทย และ มวยสากล

ความแตกต่างของ มวยไทย และ มวยสากล

มวย เป็นกีฬาประเภทหนึ่งที่ต้องมีทักษะการต่อสู้ โดยใช้ทุกส่วนของ ร่างกาย แต่มวยที่เรารู้จักกันนั้น มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือ มวยไทย และ มวยสากล เป็นกีฬามวยเหมือนกัน แต่จะมีความต่างกันอย่างไรบ้าง

 

     หลายคนคงมีความสงสัยว่า มวยไทย และ มวยสากล ที่รู้จักกันในบ้านเรานั้น มีการเล่น หรือกฎกติกาที่แตกต่างกันอย่างไรบ้าง วันนี้เราเลยมาเทียบความแตกต่างกันให้ดูเลยค่ะ

     มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ( Martial Art ) และเป็นกีฬา ( Sport ) ประจำชาติ เป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย ตั้งแต่สมัยโบราณมาจนถึงในยุคปัจจุบัน เมื่อสมัยก่อนมีการฝึกฝน การต่อสู้ด้วยมือเปล่า เพื่อรบกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นการรบระยะประชิดตัว คนไทยจึงได้ฝึกหัดการ เตะ ถีบคู่ต่อสู้ เพื่อให้เกิดการได้เปรียบ

     กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นกีฬาที่สามารถใช้ได้ทุกส่วนของอวัยวะของร่างกาย ในการ ต่อสู้ ด้วยมือเปล่า จนได้รับการยอมรับว่าเป็น การต่อสู้ ที่ผสมผสานของศาสตร์ และศิลป์ได้อย่างสวยงาม ในปัจจุบันได้รับการยอมรับไปทั่วโลก มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นทั้งศิลปะการต่อสู้เพื่อป้องกันตนเอง ( Self defense ) และเป็นกีฬาสมัครเล่นหรืออาชีพ ( Amateur or professional )

 

          กติกาการแข่งขัน มวยไทย ( Muay Thai )

     กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) สามารถใช้ได้ทุกส่วนของอวัยวะของร่างกาย และถือว่าอันตรายมาก ๆ ในปัจจุบัน นักมวยต้องสวมนวมขนาด 4 ออนซ์ สวมกางเกงขาสั้นสวมกระจับ สวมปลอกรัดเท้าหรือไม่ก็ได้ มวยไทยจะชกด้วยกันทั้งหมด 5 ยก โดยจะขึ้นชก 3 นาที พัก 2 นาที การแข่งขันมีกรรมการผู้ชี้ขาดบนเวที 1 คน กรรมการในการให้คะแนนข้างเวทีอีก 2 คน ให้คะแนนยกละ 10 คะแนน การแข่งจะแบ่งเป็นรุ่นตามน้ำหนัก

 

          การให้คะแนน

- ฝ่ายใดใช้ หมัด เท้า เข่า ศอก ถูกต้องตามกติกา กระทำคู่ต่อสู้ได้หนักหน่วง บอบช้ำ และรุกมากกว่าเป็นผู้ชนะ

- นักมวย ฝ่ายใด มีชั้นเชิงมวยไทย ในการ รุก รับ หลบ ตอบโต้ ได้ดีกว่าเป็นผู้ชนะ

 

          การฟาวล์

- หากผู้เล่นทำฟาวล์ ( foul ) ต้องตัดคะแนนตามที่ผู้ชี้ขาดสั่งให้ตัดคะแนน

- ถ้าผู้ตัดสินเห็นการฟาล์วอย่างชัดเจน แต่ผู้ชี้ขาดไม่เห็น ผู้ตัดสินสามารถตัดคะแนนตามความเหมาะ พร้อมระว่าทำฟาวล์ด้วยเหตุผลใด

 

     มวยสากล ( Boxing ) หรือที่เรียกในยุคแรกว่า "มวยฝรั่ง" เป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีมาแต่โบราณ สู้กันด้วยหมัดทั้ง 2 ข้าง โดยเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่าของทหารในสนามรบ และกลายเป็นเกมกีฬาในการแข่งขันโอลิมปิกยุคโบราณ ไม่จำกัดน้ำหนัก ไม่สวมที่ป้องกันตัว ใช้เพียงหมด ไม่มีกฎกติกามากนัก แต่นักมวยต้องถอดเสื้อผ้าออกให้หมดทั้งตัว ในปี 2236 เจมส์ ฟิกซ์ ( James Figg ) ผู้ชนะการแข่งขัน จนได้รับให้เป็น ” บิดาแห่งมวยสากล ” ได้กำหนดกฎกติกาขึ้นมา จนมีคนอื่น ๆ ที่ชนะการแข่งขัน แล้วสร้างนวมตามมา และได้พัฒนามาเป็นเกมกีฬาที่กติกาในปัจจุบัน

 

          กติกาการแข่งขัน มวยสากล ( Boxing )

- จำนวนยกในการแข่งขัน การขึ้นชกจะแบ่งเป็น 12 ยก เวลา 3 นาที หยุดพักระหว่างยก 1 นาที สู้จนครบ 12 ยก แล้วจะรวมคะแนนว่าใครชนะ

-  กรรมการ การแข่งขัน มีกรรมการให้คะแนนชี้ขาด 3 คน กรณีกรรมการ 3 คนให้ชนะ 1 เสมอ 2 จะดูผลคะแนนกรรมการที่ให้เสมอ 2 ยกหลังเท่านั้น ( บางหนกรรมการห้ามบนเวทีก็มีสิทธิ์ให้คะแนนด้วย )

- การตัดสิน สามารถน็อคเอาท์ ( Knockout ) คู่ต่อสู้ได้ เมื่อทำให้คู่ต่อสู้ล้มลงกับพื้นเวที หรือยืนพับหมดสติอยู่กับเชือก ไม่สามารถที่จะชกต่อ หรือป้องกันตัวได้อีกภายใน ๑๐ วินาที ระหว่างที่กรรมการนับ จะถือว่าชนะทันที

- การให้คะแนน ยกหนึ่งมี 10 คะแนน เมื่อหมดเวลา 1 ยก กรรมการจะให้คะแนน ผู้ที่ชกดีกว่า 10 คะแนน และให้คะแนนผู้เสียเปรียบลดน้อยลงไปตามลำดับความเสียเปรียบในยกนั้น ถ้าชกพอกันจะให้ 10 คะแนนเท่ากัน

- ฟาวล์ ( foul ) หากกรรมการเตือนนักชกคนใดว่าทำฟาวล์ จะถูกหักคะแนน 1 คะแนน โดยจะให้สัญญาณมือแก่กรรมที่ให้คะแนน

 

     มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว แตกต่างจาก มวยสากล ( Boxing ) ที่นอกจากจะใช้หมัดชกคู่ต่อสู้แล้ว ยังใช้เท้า และศอกต่อสู้ได้ แต่ มวยสากล ( Boxing ) จะใช้ได้แค่หมัดอย่างเดียว และจำนวนยกที่ต่างกัน มวยไทย ( Muay Thai ) จะชก 5 ยก มวยสากล ( Boxing ) จะชก 12 ยก แต่ถึงจะมีความต่างกันอย่างไร มวยทั้ง 2 ชนิด ก็ยังเป็นกีฬาที่ช่วยฝึกฝนความอดทน ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง อีกทั้งเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายอีกด้วย

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

รำมวย สิ่งที่นักชก มวยไทย รู้ดี

ออกกำลังกาย เรียวขา ให้แข็งแรง ดั่ง นักชก มวยไทย

รำมวย สิ่งที่นักชก มวยไทย รู้ดี

รำมวย สิ่งที่นักชก มวยไทย รู้ดี

รำมวย หรือการไหว้ครู เป็นสิ่งที่นักชก มวยไทย รู้ดีว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไรก่อนขึ้นชก ซึ่งการ รำมวย มีประวัติมาอย่างยาวนานคู่กับการชก มวยไทย เรามาดูกันค่ะว่าที่มานั้นเป็นอย่างไรบ้าง

 

          การไหว้ครู คืออะไร ?

     พูดง่าย ๆ ว่าเป็นการ ฝากตัวเองเป็นศิษย์ อยู่ในโอวาทย์ ของครูบาอาจารย์ แสดงถึงความ นอบน้อม ถ่อมตน ยอมรับเพื่อ ที่จะเรียนรู้ ความกล้าหาญ และการเตรียมพร้อม ในการที่จะฝึกฝนไปในขั้นต่อ ๆ ไป นักมวยจะต้องมีครู ต้องเคารพ และเทิดทูนครู เพราะว่าการที่ครู ยินยอมที่จะรับผู้ใด เป็นศิษย์นั้น ในอดีตกาลนั้น เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะในสมัยนั้นครู ที่เป็นมวย มีฝีมือไม่ได้มีอยู่มากมาย และในการสอน ไม่ได้คิดค่าบริการสอน แต่หากใครที่ต้องการ จะเรียนจะต้องฝาก เนื้อฝากตัว กับครู คอยปรนนิบัติอยู่ เป็นเวลานาน จนกว่าจะได้รับ การถ่ายทอด วิชาจนครบถ้วน เพราะสาเหตุนี้ทำให้ ครูมวย กับศิษย์ ในสมัยก่อนนั้น จึงมีความสนิทใจ รักใคร่กลมเกลียวกัน ราวกับพ่อกับลูก

     การไหว้ครู ก่อนที่จะมีการ แข่งขันมวยไทย เป็นข้อแตกต่าง จากกีฬาอื่น ๆ โดยเฉพาะ คิกบ็อกซิง ( kick boxing ) ที่ได้มีการลอกเลียนแบบ การชกมวยของไทย แทบจะเหมือนกันทุกอย่างเพียงแต่ ไม่ให้ใช้ศอก ในการชกบนสนาม และไม่มีการไหว้ครูก่อนเริ่ม ดังนั้น ในการรำไหว้ครู จึงถือเป็นจุดเด่น และเอกลักษณ์ของ กีฬามวยไทย อย่างแท้จริง

     ยศ เรืองสา ได้กล่าวถึง ข้อควรปฏิบัติ ของผู้ฝึกมวย ในหนังสือ ตำรามวยไทย ตำรับพระเจ้าเสือว่า นักมวยมีข้อพึงปฏิบัติดังนี้

 ๑) จงทำตนเป็นประโยชน์ ต่อสาธารณชน

๒) จงสุภาพ ต่อคนทั่วไป

๓) จงเป็นผู้มีสันติธรรม ไม่พาลเกเร

๔) จงเป็นผู้ซื่อสัตย์ ต่อตัวเอง และผู้อื่น

๕) ต้องเป็นผู้มีมานะบากบั่น ไม่ย่อท้อต่อทุกสิ่ง

๖) จงเป็นผู้เสียสละต่อหมู่ชน เมื่อประเทศชาติต้องการ

๗) จงสร้างแก่นแท้ของจิตใจ ให้แกร่งกร้าว เยี่ยงเหล็กเพชร

๘) จงเป็นผู้เห็นธรรม ในหลักพระพุทธศาสนา และมีศีลธรรมประจำใจ

๙) ต้องเป็นคนตรงต่อเวลา รักชื่อเสียง และค่ายคณะของตน

๑๐) ต้องออกกำลังกาย อยู่เสมอเป็นประจำ

๑๑) ต้องไม่เอาเปรียบคู่ต่อสู้ ในทางผิดกติกา และศีลธรรม

๑๒) ต้องเคารพกฎหมาย ของบ้านเมือง

 

     นอกเหนือจากการขึ้นครู ก็จะมีการครอบครู นั้นหมายถึง การที่ศิษย์ได้ศึกษา ศิลปะ มวยไทย จนหมดสิ้นแล้ว  และสามารถถ่ายทอด วิชาให้แก่ผู้อื่นได้ ก็จะทำพิธีครอบครูให้

 

          ประโยชน์จาก การร่าย รำมวย ไหว้ครู

     การ รำมวย ไหว้ครู สื่อความหมาย ให้เห็นคุณค่า ด้านวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีอันดีงามของไทย มีคุณประโยชน์มากมาย ทางด้านจิตใจ ของนักมวย และผู้ชมมวย ดังนี้

 ๑) ปลูกฝังนิสัยให้เป็นมวย คือ รู้จักรัก เคารพครูอาจารย์ บิดามารดา ผู้ให้กำเนิดมวยไทย

๒) ปลูกฝังจิตสำนึก ให้ตระหนักในคุณค่า ของศิลปะมวยไทย เกิดความรัก และหวงแหน ที่จะอนุรักษ์ให้คงไว้สืบไป

๓) เป็นกิจกรรม เผยแพร่เอกลักษณ์ และศิลปวัฒนธรรม ประจำชาติได้อย่าง สง่างาม สมศักดิ์ศรี

 

     โดยหัวใจหลัก ๆ ของการร่าย รำมวย ไหว้ครู คือ การระลึกถึง พระคุณของบิดา มารดา ครูบาอาจารย์ ที่ช่วยประสิทธิ์ประสาทวิชา และระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ช่วยปกป้อง คุ้มครอง รักษา ให้รอดพ้นจาก ภัยอันตราย ส่วนการร่ายรำ ถือเป็นการแสดง ถึงความฮึกเหิม ไม่เกรงกลัวคู่ต่อสู้ และเป็นการ อบอุ่นร่างกาย ยืดเส้นยืดสาย ไปด้วยในตัว รวมทั้งได้ดู ชั้นเชิงคู่ต่อสู้ ดูสถานที่ในการหลบหลีก ขณะเข้าโรมรันพันตู กับคู่ต่อสู้ อีกด้วย

 

          การ รำมวย ไหว้ครู

 - ท่ายืน ไหว้ทิศขวา

ยืนขึ้นย่างสามขุม หมุนไปทิศเบื้องขวา ไหว้ทิศเบื้องขวา ร่ายรำท่านกยูงรำแพน ปฏิบัติตามนี้ ๓ ครั้ง

- ท่ายืน ไหว้ทิศซ้าย

ยืนขึ้นย่างสามขุม หมุนไปทิศเบื้องซ้าย ไหว้ทิศเบื้องซ้าย ร่ายรำท่าหงส์เหิน ปฏิบัติตามนี้ ๓ ครั้ง

- ท่ายืน ไหว้ด้านหน้า - หลัง

ยืนขึ้นย่างสามขุม หมุนไปทางขวา จนไปถึงด้านหลัง ไหว้ทิศเบื้องหลัง พยักหน้า ๓ ครั้ง ทำท่าดูดัสกร ร่ายรำท่าพยัคฆ์ด้อมกวาง หมุนไปทางขวา ก้าวเท้าชิด ไหว้ทิศเบื้องหน้า

 

     ในการไหว้ครูนั้น นับเป็นศิลปะ แม่ไม้ มวยไทย ที่มีความงดงาม และเอกลักษณ์ของไทย และขาดไม่ได้เลย นั่นคือการแสดง ความเคารพต่อครูบาอาจารย์ ในปัจจุบันอาจจะ หาดูได้ไม่ยากในทีวี ไม่ว่าจะเป็นช่องมวยไทย 7 สี แต่หากเป็นการแสดง และการสืบสานวัฒนธรรมเหล่านี้ก็ อาจจะหาดูได้น้อยแล้ว กลับกันที่ชาวต่างชาติ กลับให้ความสำคัญ กับ มวยไทย ของเราอย่างมาก เพราะไม่เพียงแต่ มีการออกอาวุธที่คม สวยงาม ยังถือเป็นการออกกำลังกาย สร้างกล้ามเนื้อ ให้ดูดี และยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย ศิลปวัฒนธรรม ของไทยอย่าง มวยไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก และทั่วโลก ต่างให้การยอมรับ

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

กระจับนักมวย อุปกรณ์ช่วยเซฟจุดสำคัญ

กระสอบทราย แบบแขวน หรือ แบบตั้งพื้น แบบไหนดีกว่ากัน

กระจับนักมวย อุปกรณ์ช่วยเซฟจุดสำคัญ

กระจับนักมวย อุปกรณ์ช่วยเซฟจุดสำคัญ

กระจับ หรือ กระจับนักมวย เป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญสำหรับการชกมวย ซึ่งวันนี้เราจะมาเจาะลึกถึง กระจับนักมวย กันว่ามีความสำคัญอย่างไรบ้าง

 

กระจับ คืออะไร

 

กระจับ ( Groin guard ) เป็นอุปกรณ์ป้องกันตัวอย่างหนึ่งในกีฬาชกมวย รวมถึงการต่อสู้ชนิดอื่น กระจับที่นักมวยต้องสวมใส่ เพื่อให้เกิดความกระชับและป้องกันแรงกระแทกที่จะเกิดบริเวณอวัยวะเพศ เนื่องจากการชกต่อยมวย อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บบริเวณท้องน้อยและช่วงขาหนีบได้ง่าย

 

กระจับในสมัยก่อน

 

ในอดีต กระจับนักมวย มีลักษณะเป็นแค่ถ้วยกระเปาะ (cup) ทำจากโลหะขนาดพอเหมาะ สำหรับปกปิดด้านหน้าของอวัยวะเพศชายและถุงอัณฑะเท่านั้น และใช้เชือกผูกร้อยให้แน่นกับเอวและง่ามขา ดยนักมวยจะผูกกระจับไว้นอกกางเกงชั้นในก่อนจะสวมกางเกงมวยอีกชั้นหนึ่ง ขณะที่กระจับในการแข่งขันสากลแทนที่จะร้อยเชือกแบบเดิมก็มีการนำเอากระเปาะ(cup) ดังกล่าวไปสวมเข้ากับกางเกงสปอตเตอร์ (supporter) ทำให้สวมใส่ได้ง่ายและกระชับขึ้น

 

กระจับในสมัยปัจจุบัน

 

ใน ปัจจุบัน กระจับนักมวย นั้น ได้ถูกออกแบบให้เหมาะสมสำหรับ นักมวย หรือนักกีฬา มากขึ้น โดยจะมีการผลิตออกมาหลายขนาด เพื่อรองรับกับความแตกต่างของสรีระร่างกาย และขนาดอวัยวะเพศของแต่ละคนให้มีความเหมาะสมและกระชับ โดยกระจับนักมวยของไทย ใส่ในกางเกงและกระจับแนบกับอวัยวะเพศ ทำให้ไม่เห็นกระจับขณะที่ต่อยมวย

 

สำหรับมวยสากล กระจับของนักมวย สวมใส่ไว้ภายนอกกางเกงของนักมวย หรือนักกีฬา โดยกระจับนักมวยแบบมวยสากล นอกจาก จะออกแบบเพื่อช่วยป้องกันการกระทบในบริเวณอวัยวะเพศแล้ว ยังครอบคลุมได้ทั่วทั้งบริเวณท้องน้อย ทำให้มีประสิทธิภาพในการ ป้องกันการบาดเจ็บ ได้เป็นอย่างดี

 

กระจับนักมวย สำหรับผู้หญิง

 

นักมวยหญิง หรือนักกีฬาผู้หญิง ก็จำเป็นต้องใช้ กระจับ เพื่อป้องกันอวัยวะของเพศหญิงเช่นกัน โดยกระจับนักมวยของเพศหญิง จะใส่ครอบอยู่ภายนอกกางเกงเหมือนกับกระจับแบบนักมวยสากล แต่มีขนาดที่เล็กกว่า นอกจากนี้ นักมวยหญิง ยังจำเป็นต้องสวมใส่ เกราะอก หรือกระจับบน เพื่อป้องกันการดบาเจ็บช่วงทรวงอกด้วย

 

การใช้กระจับในการแต่งกายของนักมวย

 

ตามกติการะบุการสวมใส่กระจับไว้ว่า ต้องสวมกระจับ ที่ทำขึ้นจากวัสดุแข็งแรงทนทาน และได้รับการรับรองจากสภามวยไทยโลก เมื่อถูกตีด้วยเข่า หรืออาวุธในการต่อสู้อย่างอื่นตรงบริเวณ อวัยวะเพศจะไม่ทำให้เกิดอันตราย การผูกกระจับต้องผูกปมไว้ด้านหลัง และต้องผูกด้วยเงื่อนตาย เก็บปลายเชือกส่วนที่เหลือให้เรียบร้อย

 

ความปลอดภัยจากการใช้กระจับ

 

อวัยวะเพศของทั้งเพศชาย และ เพศหญิงนั้น จะมีความเปราะบางต่อแรงกระแทก และ บริเวณนี้ยังมีเส้นประสาทรับความเจ็บปวดมาเลี้ยงมาก ทำให้เกิดความเจ็บปวดได้อย่างรุนแรง จึงมีความจำเป็น ที่เรานั้นจะ ต้องหาอุปกรณ์ที่เป็นเกราะป้องกัน มาใช้ในกีฬาที่ต้องปะทะ ร่างกาย กัน และไม่ใช่แค่ มวยไทยหรือมวยสากล ที่ต้องใช้กระจับ ยังมีกีฬา อีกหลายประเภท ที่ต้องใช้ อุปกรณ์ป้องกัน อวัยวะเพศ อีกหลายกีฬา นั้นเอง

 

กระจับนักมวย เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากสำหรับนักมวย ที่จะช่วยป้องกันอันตรายจากการกระแทกที่อาจเกิดขึ้นได้จากการชกมวย ทุกครั้งในการชกมวย นักมวยจึงต้องใส่กระจับ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของตนเอง

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

กระสอบทราย แบบแขวน หรือ แบบตั้งพื้น แบบไหนดีกว่ากัน

รูปแบบการเคลื่อนไหวเท้า แบบ มวยไทย

เมนูช่วยเพิ่ม การเผาผลาญ สำหรับ นักชก มวยไทย

เมนูช่วยเพิ่ม การเผาผลาญ สำหรับ นักชก มวยไทย

สวัสดีค่ะปัจจุบันการรักษาสุขภาพ ด้วยการ ชก มวยไทย เป็น เทรนด์ ออกกำลังกาย กำลังมาแรงเลยใช่ไหมคะ วันนี้เราจึงมาแนะนำ เมนูอาหารอะไรบ้าง ที่ทานแล้วช่วยเผาผลาญให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกับ เมนูช่วยเพิ่ม การเผาผลาญ สำหรับ นักชก มวยไทย ค่ะ

 

เมนู ที่ยิ่งกินยิ่งช่วยเผาผลาญ !

 

1. กรีกโยเกิร์ต ( Greek Yogurt )

กรีกโยเกิร์ต ( Greek Yogurt ) เป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง และมีโพรไบโอติกส์ ที่ดีต่อระบบขับถ่ายค่ะ เหมาะมาก ๆ สำหรับทานเป็นของว่าง ก่อนหรือหลัง การออกกำลังกาย จะทานตอนเช้าหรือก่อนนอน ก็ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายได้ดี !

 

2. ชาเขียว ( Green Tea )

นักวิจัยเค้าพิสูจน์มาแล้วค่ะ ว่าคนออกกำลังกายที่ดื่มชาเขียว ( Green Tea ) 4 แก้วต่อวัน เป็นระยะเวลา 3 เดือน จะมีไขมันรอบเอวน้อยกว่า คนที่ดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนชนิดอื่น อยากผอมไปหาชาเขียว ( Green Tea ) มาดื่ม ๆ ด่วน ๆ แต่อย่าลืมว่าต้องเป็นชาเขียว ( Green Tea ) รสธรรมชาติไม่เติมนม หรือน้ำตาลนะคะ

 

3. บลูเบอร์รี่ ( Blueberry )

บลูเบอร์รี่ ( Blueberry ) เป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ดี และรสชาติยังดีอีกด้วย จะเอาไปทำสมูธตี้ ( Smoothies ) หรือเติมในสลัดผลไม้ ก็อร่อยเข้ากันดีนะ

 

4. เห็ด ( Mushroom )

เห็ด ( Mushroom ) ทั้งหลายมีวิตามิน ดี ( Vitamin D ) ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการลดไขมัน ในร่างกายของผู้หญิง วัยหมดประจำเดือน จะทำเมนูไหน อย่าลืมใส่เห็ด ( Mushroom ) ลงไปด้วยนะคะสาว ๆ

 

5. ขนมปังข้าวกล้องงอก ( Brown Rice Bread )

เป็นขนมปัง ที่ผสมข้าวสาลีงอกแบบเต็มเมล็ด อารมณ์คล้าย ๆ ข้าวกล้องงอกบ้านเราค่ะ ซึ่งมีข้อดีคือเอนไซม์ ที่ผลิตขึ้นระหว่างงอกนั้น จะช่วยให้ย่อยง่ายขึ้น ช่วยในการขับถ่าย และมีสารอาหารเพียบ นำมาทำเป็นเมนู แซนด์วิชกินมื้อเช้า ก็อิ่มท้อง แถมอร่อยด้วยนะ !

 

6. มะนาว / เลม่อน ( Lime / Lemon )

มะนาว / เลม่อน ( Lime / Lemon ) มีวิตามิน ซี ( Vitamin C ) สูง ช่วยเติมน้ำให้เซลล์ในร่างกาย ลดอาการบวม และยังป้องกันภาวะ ร่างกายเผาผลาญลดลง ( Metabolism Plateaus ) ได้อีกด้วย และยิ่งดื่มน้ำเปล่า ผสมมะนาว / เลม่อน ( Lime / Lemon ) เป็นอย่างแรกในตอนเช้าทุก ๆ วัน ก็จะเป็นการช่วยดีท็อกซ์ลำไส้ ( Detox Colon ) ในอีกทางหนึ่งด้วย

 

7. อโวคาโด ( Avocado )

เจ้าอโวคาโด ( Avocado ) ลูกสีเขียวเนื้อเนียนนี้ เป็นแหล่งของกรดไขมันชนิดดี ที่ช่วยลดไขมันรอบเอวได้ จะนำมาทำเป็นดิฟ Guacamole สลัด หรือสมูธตี้ ( Smoothies ) ก็เข้ากันดีอย่างไม่น่าเชื่อค่ะ

 

8. ผักเคล และผักบรอคโคลี่ ( Kale and Broccoli )

มีสาร indole - 3 - carbinol ซึ่งจะช่วยต้าน ซีโนเอสโตรเจน ( Xenoestrogens ) ซึ่งเป็นสารพิษชนิดหนึ่ง ที่เลียนแบบฮอร์โมนเอสโตรเจน ( Estrogen Hormone ) ในร่างกาย และทำให้เกิดไขมันรอบเอว รวมถึงก่อมะเร็งด้วย การทานผักเคล และบรอคโคลี่ ( Kale and Broccoli ) จึงมีส่วนช่วยลดไขมันรอบเอว และลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง ได้อีกทางค่ะ

 

9. ไก่ และไก่งวง ( Chicken and Turkey )

ผลวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่ได้รับแคลอรี่ 30% จากอาหารประเภทโปรตีน จะมีน้ำหนักน้อยกว่า เมื่อเทียบกับคนที่ได้รับแคลอรี่ จากโปรตีนน้อยกว่า 30% ถ้าจะให้ดีควรจะเลือกซื้อ ไก่ที่เลี้ยงแบบออร์แกนิก และปราศจากฮอร์โมนเร่งโตค่ะ

 

10. มะเขือเทศ และกระเทียม ( Tomatoe and Garlic )

เมนูไหนมีทั้งสองอย่างนี้ บอกเลยว่าดีงามค่ะ เพราะมะเขือเทศ ( Tomatoe ) มีวิตามิน ซี ( Vitamin C ) สูง ช่วยลดฮอร์โมนคอร์ติซอล ( Cortisol Hormone ) ได้ดี ในขณะที่กระเทียม ( Garlic ) จะกระตุ้นการเผาผลาญ และปรับสมดุลน้ำตาลในเลือดได้ค่ะ เรียกว่า ช่วยเผาผลาญคูณสองเลย !

 

11. แซลมอน ( Salmon )

ใครชอบกินแซลมอน ( Salmon ) บอกเลยว่าแฮปปี้ค่าเพราะมันเต็มไปด้วย กรดไขมันโอเมก้า 3 ( Omega 3 ) ซึ่งเป็นกรดไขมันที่ดีต่อร่างกาย และช่วยสร้างกล้ามเนื้อ เพื่อมาเผาผลาญไขมันชนิดเลวอีกต่อหนึ่งค่ะ แต่ยังไงก็กินอย่างพอประมาณ นะคะสาว ๆ ไม่อย่างนั้นก็อ้วนได้เหมือนกัน !

 

12. แอปเปิล ( Apple )

แอปเปิล ( Apple ) เป็นผลไม้ที่มีเส้นใยละลายน้ำได้ ซึ่งทำให้ระดับน้ำตาล ในเลือดคงที่ไม่ขึ้น ๆ ลง ๆ ง่าย ทำให้ลดอาการโหย ทำให้เราอยากกินจุบจิบน้อยลง ที่สำคัญแอปเปิล ( Apple ) ยังแคลอรี่น้อยด้วยค่ะ จะกินเป็นมื้อดึก ก็สบายท้องแน่นอน

 

 

 

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ออกกำลังกาย เรียวขา ให้แข็งแรง ดั่ง นักชก มวยไทย

บุคคลสำคัญ ของกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ในประวัติศาสตร์

กระสอบทราย แบบแขวน หรือ แบบตั้งพื้น แบบไหนดีกว่ากัน

กระสอบทราย แบบแขวน หรือ แบบตั้งพื้น แบบไหนดีกว่ากัน

กระสอบทราย เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์สำคัญของมวยไทย ที่ใช้ในการซ้อม มวยไทย ( Muay Thai ) โดยแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ แบบแขวน และ แบบตั้งพื้น ซึ่งแต่ละแบบก็มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป

 

กระสอบทราย ( Sandbag ) คืออะไร ?

 

กระสอบทราย ( Sandbag ) คือ อุปกรณ์การซ้อมมวยที่สามารถทำได้ทั้งต่อย เตะ และการฝึกท่าต่าง ๆ สำหรับมวยไทย และมวยสากล ถือว่าเป็นอุปกรณ์สำคัญ ที่จะช่วยเพิ่มความแข็งแรง ให้กับกล้ามเนื้อของผู้เล่น และยังช่วยเพิ่มศักยภาพ รวมถึงช่วยพัฒนา ความสามารถ ทั้งด้านการ เตะ ต่อย ให้แก่นักมวย ได้เป็นอย่างดี ซึ่งกระสอบทราย ก็มีด้วยกัน 2 รูปแบบ ดังนี้

 

1. กระสอบทราย แบบแขวน

เป็นกระสอบทรายที่นิยมใช้กันมาอย่างยาวนาน ข้อดี คือ มีราคาถูกกว่าแบบตั้งพื้น  แต่มีข้อเสีย คือ การติดตั้งกระสอบทราย  ซึ่งในการติดตั้งกระสอบทรายแบบแขวนนั้น มีข้อจำกัดในหลายเรื่อง ทั้งส่วนสูงในการติดตั้ง ที่ต้องติดตั้งอย่างน้อย 3 เมตร จึงไม่สามารถใช้ในพื้นที่ที่มีเพดานไม่สูงได้ หากมีพื้นที่ที่สามารถทำการติดตั้งได้ ก็จำเป็นต้องทำการเจาะเสา เจาะกำแพง หรือยึดเหล็กใหม่อีกด้วย ซึ่ง ทำให้เสียเวลาในการติดตั้งกระสอบทราย และมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งเพิ่มเติมได้

 

นอกจากนี้ หากเรื่องซื้อ กระสอบทรายแบบแขวนในรูปแบบเก่า ก่อนที่จะทำการติดตั้งกระสอบทรายนั้น จะต้องทำการยัดทราย หรือเศษผ้าใส่ในตัวกระสอบก่อน  ถ้าเลือกเป็นทรายที่ยัดเข้าไป ก็จะทำเกิดปัญหาในเรื่องของน้ำหนัก และตะขอที่จะใช้แขวน เพราะต้องมีความแข็งแรงมั่นคงมาก ๆ ถึงจะสามารถที่รองรับแรงและน้ำหนักได้ เท่านั้นยังไม่พอ กระสอบทรายแบบแขวน อาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นมาจากการฝึกซ้อม เนื่องจากมีการใช้ทรายจริง ทำให้นักมวยต้องใส่นวมชกกับกระสอบทรายเท่านั้น

 

ด้วยเหตุผลนี้ หลายคนหัน มาปรับเปลี่ยนด้วยการใช้ผ้า ซึ่งมีน้ำหนักเบาและปลอดภัยกว่า แต่ถึงอย่างไรก็ดีก็ต้องทำการยัดกระสอบก่อนแขวนอยู่ดี ซึ่งไม่ว่าจะยัดด้วยเศษผ้าหรือทราย เมื่อใช้งานกระสอบทรายไปซักระยะ ตัวกระสอบก็จะเกิดการยุบตัวอยู่ดี

 

2. กระสอบทราย แบบตั้งพื้น

กระสอบทรายรูปแบบนี้ เริ่มมีความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากมีขั้นตอนในการติดตั้งง่าย ประหยัดเวลา ไม่ต้องยัดของใส่กระสอบ เนื่องจากระสอบทรายตั้งพื้น ส่วนใหญ่จะทำการบุฟองน้ำและหุ้มมาให้เรียบร้อยแล้ว สามารถนำวางในพื้นที่ที่ต้องการใช้ซ้อมได้เลย แต่ควรเผื่อพื้นที่ไว้เล็กน้อยด้านละ 2 เมตร (กระสอบทรายแบบตั้งพื้น มีความสูงไม่เกิน 2 เมตร) และสามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก

 

ข้อดีของกระสอบทราบแบบตั้งพื้น คือ สามารถเคลื่อนที่ย้ายตำแหน่งที่ตั้งได้ สามารถซื้อมาและใช้งานได้ทันที โดยไม่จำเป็นติดตั้งเพิ่มเติม และไม่ต้องยัดทรายหรือเศษผ้าเข้าไปในกระสอบ รวมถึงตัวบุฟองน้ำที่อยู่ภายในกระสอบทราย ทำให้สามารถฝึกซ้อมได้แบบมือเปล่า ไม่ต้องใส่นวมก็ยังได้ เพราะเนื้อในมีความนิ่มกว่ากระสอบทรายแบบแขวน นั่นเอง

 

สำหรับข้อเสียของ กระสอบทรายแบบตั้งพื้น ก็คือ มีราคาแพงกว่า กระสอบทรายแบบแขวน โดยอาจมีราคาต่างกันถึง 1,000 – 5,000 เลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ กระสอบทรายแบบตั้งพื้น จะไม่มีการเสียค่าใช้จ่ายของอุปกรณ์ที่ใช้ในการติดตั้งเพิ่มเติมเมื่อเทียบกับแบบแขวน

 

จากการเปรียบเทียบกระสอบทรายทั้ง 2 รูปแบบนี้ จะเห็นได้ว่า โดยรวมกระสอบทรายแบบตั้งพื้น มีข้อดีในหลาย ๆ ด้านมากกว่ากระสอบทรายแบบแขวน สำหรับผู้ที่ต้องการเล่นหรือฝึกซ้อมมวยภายในบ้าน ก็แนะนำ กระสอบทรายในรูปแบบตั้งพื้นมากกว่า ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคลด้วยว่าชอบกระสอบทรายแบบไหนมากกว่ากัน

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

รูปแบบการเคลื่อนไหวเท้า แบบ มวยไทย

ลดไขมัน ได้ด้วยกีฬา มวยไทย

รูปแบบการเคลื่อนไหวเท้า แบบ มวยไทย

รูปแบบการเคลื่อนไหวเท้า แบบ มวยไทย

เท้า นอกจากจะเป็นหนึ่งในอวัยวะที่ใช้ออกอาวุธสำหรับ มวยไทย แล้ว ยังมีความสำคัญในการเคลื่อนไหวร่างกาย เพื่อรุกหรือถอยเข้าหาคู่ต่อสู้ โดยรูปแบบของ การเคลื่อนไหวของเท้าของมวยไทย มีดังนี้

 

1. การรุกเท้า / ถอยเท้าแบบธรรมดา

เป็นการใช้เท้าหลังช่วยส่งเท้าหน้า โดยให้เท้าหน้าเคลื่อนที่ไปก่อน แล้วก้าวเท้าหลังตามเท้าหน้า และใช้แรงส่งจากเท้าหลังในการก้าวรุกไปข้างหน้า โดยสามารถการรุกไปข้างหน้าสามารถใช้วิธีการสับเท้าหรือยกเท้าได้ ส่วนก็ถอยเท้าจะตรงข้ามกัน โดยให้ชักเท้าที่เป็นเท้าหลังออกไป อาศัยแรงส่งของเท้าหน้า วิธีการ คือ ให้ถอยเท้าหลังไปก่อนแล้วลากเท้าหน้าถอยตามไป การเคลื่อนไหวเท้าแบบธรรมดา จะมีการเคลื่อนไหวเป็นเส้นตรง นั่นเอง

 

2. การรุกเท้า / ถอยเท้า แบบสลับ

- การรุกเท้าสลับ : จากการตั้งท่า ( มือและเท้าซ้ายอยู่ข้างหน้า ส่วนมือและเท้าขวาอยู่ด้านหลัง ) ให้ก้าวเท้าขวาโดยยกเข้าขึ้น แล้วก้าวเท้าขวาผ่านเท้าซ้ายไปข้างหน้า ส่วนมือขณะก้าวเท้าขวาให้แหวกมือขวาขึ้นไปอยู่ด้านหน้าบน และลดระดับมือซ้ายลง

 

- การถอยเท้าสลับ : จากการตั้งท่า เมื่อเท้าซ้ายอยู่ด้านหลัง วิธีการให้ชักเท้าซ้ายมาอยู่เป็นเท้าหลัง และให้เท้าขวาอยู่ข้างหน้า มือม้วนกลับอย่างท่ารุก คือ มือซ้ายม้วนลงล่าง มือขวาแตะจมูก ขึ้นไปในลักษณะเสยผม

 

การเคลื่อนไหวแบบสลับ หากให้อธิบายง่าย ๆ ก็คือ การสลับตำแหน่งในทิศทางที่ตรงข้ามจากการตั้งท่าเดิม โดยเท้าสลับตำแหน่งหน้าหลังกัน ส่วนมือสลับตำแหน่งล่างบน ระหว่างซ้ายกับขวา

 

3. การรุก / ถอยเท้าเป็นมุมฉาก

เป็นการเคลื่อนไหวเท้าเป็นมุมฉาก โดยการเป็นมุมทิศทางการเคลื่อนที่ของนักมวยฝ่ายรับทำทิศกับแนวแรงของฝ่ายรุกที่เคลื่อนไหว

- การรุกฉาก : การก้าวออกไปทางซ้ายมือหรือขวามือโดยการสืบหรือฉากออกไป ส่วนตำแหน่งเท้าอาจเปลี่ยนตำแหน่งของเท้าหน้าเป็นเท้าหลัง หรือเท้าหลังเป็นเท้าหน้า

- การถอยฉาก : เป็นการเคลื่อนเท้าแบบฉาก เพื่อเปลี่ยนทิศทางไม่ให้เป็นเป้าหมายของคู่ต่อสู้ในขณะรุก

 

4. การเคลื่อนไหวเป็นวงกลม

เป็นการเคลื่อนที่ โดยใช้การรุกและการถอยแบบการเคลื่อนที่ของแบบเท้าธรรมดา ในลักษณะเท้านำเท้าตาม ที่เคลื่อนที่ไปด้านหน้า ด้านหลัง ไปทางซ้าย หรือไปทางขวา ซึ่งการเคลื่อนที่เป็นวงกลม ให้เคลื่อนที่ตามคู่ต่อสู้ไปเป็นวงกลม ถ้าจะรุกหรือถอยให้ใช้แบบการรุกและถอยแบบธรรมดา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโอกาสของการเคลื่อนที่ด้วย

 

5. การก้าวย่าง

เป็นการเดินหรือสืบเท้า ใช้ในโอกาสทั้งรุกและถอย มีวิธีการ คือ ยกเข่าขึ้นสูง พร้อมยกแขนขึ้นเป็นแนว โดยยกเข้าขึ้นให้ติดกับศอกหรือเกือบติดศอก เข่าที่ยกนั้น อาจจะยกก่อนแล้วสืบเท้า เรียกว่า "การย่างไป" บางครั้งอาจจะสืบเท้าไปข้างหน้าก่อนค่อยเข่าขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับการสอนของครูหรือความถนัดของแต่ละคน

 

6. การย่างสามขุม

เป็นการเดินจุดสามจุด โดยการเปลี่ยนตำแหน่งของเท้าจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง เป็นการฝึกการเคลื่อนที่เปลี่ยนตำแหน่งเท้า วิธีการ คือ ให้กำหนดจุดสามจุดที่ใช้ในการเปลี่ยนตำแหน่งของเท้า เช่น เท่าซ้ายอยู่หน้าให้เปลี่ยนไปอยู่ด้านหลัง โดยเป็นการเปลี่ยนเหลี่ยมของร่างกาย นั่นเอง

 

7. การย่างสุขเกษม

เป็นการเคลื่อนที่ของเท้า โดยการก้าวเท้า ออกไปด้านนอกตัว พร้อมกับการยกตัวใช้มือ ปัดลงมาข้างล่าง ในขณะที่อีกมือหนึ่ง ยกขึ้นในระดับใบหน้า เพื่อป้องกันอาวุธ ส่วนมือที่ปัดลง มาใช้ปัดป้องกัน ในกรณีที่คู่ต่อสู้ถีบมาหาเรา ในการทำการย่างสุขเกษม จะต้องบิดสะโพกตามไปด้วย พร้อมกับปัดมือล่างให้ผ่านลำตัว ส่วนเท้าเคลื่อนที่ก้าวไปพร้อมกับการปัดมือผ่านลำตัว

 

นักมวยหรือผู้ที่ฝึกมวยไทย ควรฝึกการเคลื่อนที่ของเท้าในรูปแบบต่าง ๆ ให้มีความหลากหลาย จะมีทำให้มีข้อได้เปรียบในการเคลื่อนไหวเท้า เพื่อการรุกและถอยคู่ต่อสู้ได้อย่างคล่องแคล่ว และว่องไว

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ออกกำลังกาย เรียวขา ให้แข็งแรง ดั่ง นักชก มวยไทย

ลดไขมัน ได้ด้วยกีฬา มวยไทย

ออกกำลังกาย เรียวขา ให้แข็งแรง ดั่ง นักชก มวยไทย

ออกกำลังกาย เรียวขา ให้แข็งแรง ดั่ง นักชก มวยไทย

นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) นั้นมีอาวุธมากมาย หลากหลาย นอกจาก หมัด ศอก แล้วยังมี เข่า และ เท้า อีกด้วย วันนี้เราจึงจะมาแนะนำ การ ออกกำลังกาย ช่วง เรียวขา ให้แข็งแรง ดั่ง นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) กันค่ะ

 

ออกกำลังกาย เรียวขา ด้วยการยกบาร์เบล ใน ท่าสควอช ( Squat )

นี้เป็นท่า ออกกำลังกาย ที่สามารถ เสริมสร้าง กล้ามเนื้อ บริเวณขา ได้ดี เราจะต้องแบก บาร์เบล ซึ่งน้ำหนักมากพอ ที่จะสามารถยกได้ 8-10 ครั้ง โดยไม่วางลง ใช้มือยก บาร์เบล ขึ้นเหนือไหล่ ไว้ แต่หากเพื่อน ๆ ไม่มี บาร์เบล หรือ ชอบใช้ดัมเบล จะใช้ ดัมเบล แทนก็ได้ค่ะ

 

ยืนขาเดียว และ ยืนด้วยปลายเท้า

ยืนห่างจากผนัง ให้ไกลพอ ที่จะใช้มือ ยันผนังได้ ยกขาข้างหนึ่งแล้วงอไว้ ใช้มือขวายันผนัง ยืนด้วยปลายเท้าซ้าย พยายามทำตัวให้ตรงไว้ งอขาข้างที่ใช้ยืนลง ราวกับว่า เราจะกระโดดสูง ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ 10 ครั้งหรือ 20 ครั้ง ถ้าเราแข็งแรงพอ อย่าลืมทำซ้ำ กับขาอีกข้างหนึ่ง เพิ่มจำนวนครั้ง ในการ ย่อ - ยก ตัวเมื่อเห็นว่า ขาแข็งแรงขึ้น

 

ฝึกยกเวท ที่มีน้ำหนักเบาก่อน

การ ออกกำลังกาย ผิดวิธี หรือ ทำอะไร เกินกำลังของตนเอง มากเกินไป อาจทำให้ เข่า ได้รับบาดเจ็บ กระดูกสันหลัง ถูกกด และ ทำให้หลัง ได้รับบาดเจ็บ ฝึกใช้เทคนิค ที่เหมาะสม กับการ ออกกำลังกาย ในแต่ละท่า ด้วยเวทน้ำหนักเบา ค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนัก ของเวท เมื่อแน่ใจว่า ตนเองพร้อมแล้ว

 

การยกน้ำหนัก จะทำให้ ขาแข็งแรง มากกว่าการ คาร์ดิโอ ( Cardio )

การ ออกกำลังกาย แบบ คาร์ดิโอ ( Cardio ) จะทำให้เรา มีกล้ามเนื้อ ที่ไร้ไขมัน และ ยืด แทนที่จะมีกล้าม เป็นมัด ๆ อย่างไรก็ตาม เราต้องใช้เวลา วิ่งหลายชั่วโมง ถึงจะเทียบเท่า การยกน้ำหนัก เป็นประจำ และ การออกกำลังกาย แบบ คาร์ดิโอ ( Cardio ) อย่าง หนัก - ปานกลาง เป็นเวลา 150 นาที ทุกสัปดาห์ ทำให้เรามีสุขภาพดี และ ช่วยเรื่องของการ ควบคุมลมหายใจ มากกว่าค่ะ

 

ออกกำลังกาย อย่างหนัก

อย่าลืมกำหนด ระยะเวลา ในการ ออกกำลังกาย ด้วย เราไม่ควร ออกกำลังกาย เกิน 30 นาที และ ในช่วงเวลาที่ ออกกำลังกาย ก็ไม่ควรรู้สึก สบายเกินไป เหมือนไม่เสียแรง เราจะต้อง ออกกำลังกาย ให้หนักที่สุด เท่าที่จะทำได้ จนกระทั่ง เหนื่อยจริง ๆ เราจะได้ใช้ กล้ามเนื้อมาก ๆ จนเมื่อยล้า อย่างที่สุด และ ร่างกายจะ เสริมสร้างกล้ามเนื้อ ให้แข็งแรงขึ้น

 

ฝึกยก บาร์เบล ขึ้นอย่างรวดเร็ว

นักเพาะกาย จะฝึกยก บาร์เบล ขึ้น อย่างรวดเร็ว แต่การฝึกแบบนี้ อาจทำให้เรา ได้รับบาดเจ็บได้ ถ้าฝืนตนเอง มากเกินไป หรือ ใช้เทคนิคที่ผิด ถ้าสนใจอยากฝึก การยกบาร์เบล ที่เร็ว และ ทรงพลัง แนะนำให้มี ผู้เชี่ยวชาญ อยู่คอยแนะนำด้วยค่ะ

 

 

นัก มวยไทย ( Muay thai ) ต้องการความแข็งแรง ของช่วงบริเวณ ขา เป็นพิเศษ เพราะส่วนขา นอกจากจะต้อง ฟุ๊ตเวิร์ค อยู่ตลอดเวลา เพื่อหลอกล่อคู่ต่อสู้แล้ว ยังต้องใช้ เป็นอาวุธ โจมตีคู่ต่อสู้ และ อาจจะเป็นเครื่องป้องกัน ด้วยในบางโอกาส เพราะฉะนั้นการมีเรียวขาที่แข็งแรง พร้อมใช้งานทั้ง รุก - รับ นั้น สำคัญเป็นอย่างมากค่ะ

 

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ไหว้ก่อนชก ประเพณีอันดีงาม

มวยไทย กับแฟชั่นที่ดังไกลไปถึง Runway

ออกกำลังกาย ง่ายๆ สไตล์ มวยไทย

ออกกำลังกาย ง่ายๆ สไตล์ มวยไทย

การ ออกกำลังกาย ของหลาย ๆ คน แน่นอนว่าต้องมีเป้าหมายที่จะหุ่นฟิตเฟิร์ม และเอาเจ้าไขมันส่วนเกินที่ติดตามตัวอยู่ตลอดเวลาออกไปจากชีวิต เราจึงมาแนะนำการ ออกกำลังกาย ง่ายๆ สไตล มวยไทย มาฝากค่ะ

 

     เป้าหมายในการ ออกกำลังกาย มันขึ้นอยู่กับความตั้งใจของเราด้วย เพราะหากเราคิด 10 ลงมือทำ 1 แน่นอนมันเกิดขึ้นได้ หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ อย่ารอที่จะเริ่มทำอะไรให้กับตัวเอง วันนี้ทาง Jaroenthong GYM ได้นำเอาเทคนิคต่าง ๆ เบิร์นไขมัน กล้ามสวย ๆ โดยสามารถทำได้เองที่บ้านแถมประหยัดค่าใช้จ่ายไปอีกด้วย

 

  • Shoulder Presses

     ในการแข่งขันกีฬา มวยไทย นั้น หัวไหล่ที่แข็งแรงเป็นปัจจัยสำคัญในการชกเนื่องจากว่ากล้ามเนื้อมัดนั้นเป็นส่วนสำคัญที่ใช้ในการใช้ปล่อยหมัดออกไป และยังช่วยเป็นการ์ดป้องกันจากการโจมตีของคู่ต่อสู้

     ดังนั้น ในท่า Shoulder Presses จะเป็นท่าเคล็ดลับในการสร้างกล้ามเนื้อของหัวไหล่อย่างดี โดยอุปกรณ์ที่ใช้เป็นหลักก็คือ ดัมเบล แต่ถ้าหากไม่มีจริง ๆ สามารถใช้ขวด จับให้มั่นคงจากนั้นดันพื้น และลง อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับท่าบริหารร่างกายส่วนบนอื่นก็จะทำให้คุณมีหัวไหล่ที่สวยงามราว และแข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย

 

  • Clap Press-Up

     อีกหนึ่งวิธี ออกกำลังกาย ที่สามารถทำได้ง่าย ๆ แต่ได้ผลจริง และยังทำได้บ่อยครั้งตามใจต้องการอีกด้วย นั่นคือ Clap Press-Up โดยวิธีการก็แสนง่าย เพียงคุณใช้กำลังของมวลกล้ามเนื้อของร่างกายส่วนบนออกมาให้หนัก ท่านี้ไม่ได้เพียงแค่เพิ่มความเข็งแกร่งของกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว แต่มันยังช่วยมันยังช่วยปรับสัดส่วนของ Body Balance ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับนักมวยทุกคนด้วย

 

  • Plank

     เป็นหนึ่งในท่าที่ดูธรรมดา ๆ แต่ต้องบอกว่าหินมากกับการที่จะทำให้แกร่ง นับเป็นที่ทรมานที่สุดเนื่องจากต้องอาศัยความแข็งแร็งของกล้ามเนื้อแทบจะทุกส่วนเพื่อที่จะสามารถทำท่า Plank ให้แกร่ง และนาน อย่างไรก็ตามในการ ออกกำลังกาย ต้องออกอย่างเหมาะสม และคู่ไปกับท่า Crunches และ Sit Up จะยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้ให้กลับร่างกาย และช่วยให้หมัดหนักขึ้นอีกด้วย

 

  • Skipping

     ในการชกมวยนอกจากการชกแล้วก็ยังคงอาศัยความเร็วเพื่อที่จะหลบหลีกหมัดของคู่ต่อสู้ที่ปล่อยออกมา ดังนั้น ความว่องไวของ Foot work การที่จะเพิ่มขีดความสามารถตรงจุดนี้สามารถทำได้โดยการเล่นท่า Skipping ใช้เพียงเชือก และที่โล่ง เท่านั้นคุณก็สามารถทำได้แล้ว Skipping ก็เป็นปัจจัยหลักของท่าฝึกฝนการเป็นมวยอาชีพที่ใช้ แถมยังเป็นทำที่ใช้รักษาสภาพร่างกายให้พร้อมอยู่เสมออีกด้วย

 

  • Push Ups

     ในส่วนของท่านี้ ค่อนข้างที่จะยากสำหรับคนที่ไม่เคย หรือไม่ค่อยได้ออกกำลัง “Push Ups” น่าจะเป็นอุปสรรคในช่วงแรก เพียงแค่คุณตั้งใจ และพร้อมที่จะเปลี่ยนตัววเอง ท่าง่าย ๆ ท่านี้คง ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร อาจจะเริ่มจากทำที่ละน้อย ๆ ครั้ง แล้วเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะท่านี้ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อหลายส่วน หัวไหล่ แผงอก จะเป็นที่นิยมของนักมวยทุกคน ถ้าหากมีเวลาว่าง เราก็ควรที่จะ Push Ups เป็นประจำทุกวัน

 

  • Sit-Ups

     ท่าเบสิคที่หลายไคนน่าจะรู้จักดี แต่พื้นฐานของท่านี้ที่เป็นหัวใจหลักของความเข็งแรงของนักมวยระดับโลกหลาย ๆ คน เป็นการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อท้องส่วนกลาง และมันจะสร้างความมั่นใจของนักมวยที่จะไม่ต้องค่อยพะวงกับการลดการ์ดลงป้องกันลำตัว และเพิ่มโอกาสเดินหน้าแลกหมดแบบไม่กลัว

 

  • Squats

     ท่านี้เสริมความแกร่งในช่วงล่าง ซึ่งสำคัญมากกับการเคลื่อนไหว และความมั่นคงกับการยืน นักมวยที่ดีจะต้องมีการยืนที่มั่นคง เพื่อเข้าวงในใช้เทคนิคต่าง ๆ ในการจัดการคู่ต่อสู้ได้ตลอดเวลา ในการ Squats จะช่วยเพิ่มความเข็งแรง และว่องไว และยังเป็นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อส่วนต้นขาด้านหน้า-หลัง

     การใช้ Squats และ ออกกำลังกาย ที่ใช้ส่วนสะโพกอื่น ๆ อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้คุณช่วงล่างที่มั่นคง และแข็งแรงไม่แพ้ใครแน่นอน

 

  • Shadow Boxing

     Shadow Boxing  เรียกง่าย ๆ เป็นการเคลื่อนไหวตลอดเวลา นับเป็นการสร้างเทคนิคการชกที่ดีที่สุดในการฝึกซ้อม รวมไปถึงการรักษาน้ำหนักความความฟิตของร่างกาย ในการทำ Shadow Boxing เรานั้นสามารถทำได้ในทุกสถานที่ แต่จะมีสถานที่นึงที่ได้รับความนิยมที่สุดคือ “ในบ่อทราย หรือชายหาด ”  เนื่องจากเทคนิคนี้นักมวยได้เริ่มเรียนรู้เทคนิค จากการที่ดูนักฟุตบอลที่เล่นตามชายหาด ซึ่งทรายจะช่วยยึดเหนี่ยวช่วงล่างของลำตัวเราไว้ ทำให้ขยับลำตัวช่วงบนของเราได้อย่างอิสระระหว่างที่ทำอยู่ ดังนั้น มันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้เทคนิค และการชกได้ดียิ่งขึ้น

 

  • Chin Ups

     ที่ขาดไม่ได้ไม่ได้เลยในการฟิตร่างกายช่วงบน หากท่านใดต้องการจะมีร่างกายช่วงบนที่แข็งแรง และสมส่วน  เน้นไปที่การเล่นท่า Chin up เพราะท่านี้จะช่วยกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ ช่วงแขน อก และหัวไหล่ ในท่าเดียว

     จะสังเกตได้ว่า ที่บ้านของเหล่านักมวยมักจะมีบาร์ที่สามารถยึดได้ ไม่ว่าจะประตูบ้าน หรือแทนบาร์สำหรับโหน เพื่อที่จะบริการกล้านเนื้อส่วนนั้นเป็นกิจวัตรของชีวิต เราไม่จำเป็นต้องไปเร่งรีบที่จะทำให้หนักขึ้นอย่างรวดเร็วควรเริ่มจากจำนวนครั้งที่ทำไหวก็พอ หากเป็นไปได้หาคนคอยเซฟในการยกตัวในช่วงแรกก็จะดีกว่าการหักโหมมากเกินไป อาจจะทำให้อันตรายถึงขั้น กล้ามเนื้อฉีกขาดหรือเกิดอาการบาดเจ็บ ซึ่งมันส่งผลให้เราเสียโอกาสต่าง ๆ ในการ ออกกำลังกาย

 

  • Burpees

     ท่าที่ขึ้นชื่อเรื่องความยาก และเหนื่อยแทบขาดใจ และ Burpee ยังคงเป็นท่าที่ยากที่สุดในท่าที่กล่าวมา แต่ท่านี้ช่วยกระตุ้นอัตราการเต้นหัวใจ และเป็นเห็นผลดีที่สุดของการ ออกกำลังกาย เป็นการเผาผลาญไขมันส่วนเกินที่ส่วนต่าง ๆ ทั่วร่างกายหากใครที่อยากจะมีรูปร่างที่สมส่วนอลองท่านี้เลย “Burpee” ต้องออกให้ถูกต้อง ลองดูท่าที่ถูกต้องในวิดีโอที่ถูกต้องใน Youtube ได้เลย ไม่ยากอย่างที่คิด

 

     คงไม่ใช่เรื่องง่าย หากจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองเลยในทันที การเริ่มต้นนั้นเป็นสิ่งสำคัญ วินัย ความอดทน สร้าง passion ให้กับตัวเอง sixpack ของคุณก็จะผุดขึ้นมาในไม่ช้า อย่าลืมที่จะดูแลตัวเอง และสุขภาพด้วยค่ะ

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

อุปกรณ์ มวย สำหรับนักชก มวยไทย มือใหม่

สิ่งที่ขาดไม่ได้บนสังเวียน มวยไทย

บุคคลสำคัญ ของกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ในประวัติศาสตร์

บุคคลสำคัญ ของกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ในประวัติศาสตร์

บุคคลสำคัญ ของกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ในประวัติศาสตร์

1. สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 ( พระเจ้าเสือ ) กษัตริย์แห่ง มวยไทย ( Muay Thai )

สมัยอยุธยา สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ หรือพระเจ้าเสือ โปรดการชกมวยเป็นอย่างมาก เคยทรงปลอมพระองค์ มาชกมวยกับชาวบ้าน และชนะนักมวยฝีมือดี ของเมืองวิเศษไชยชาญ อีกทั้งชนะนักมวยเอกถึง 3 คน เมื่อพระมหากษัตริย์ โปรดการชก มวยไทย ( Muay Thai ) เช่นนี้ ทำให้มีการฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) กันอย่างแพร่หลายในราชสำนัก ขยายไปสู่บ้าน และวัด โดยเฉพาะวัด ถือเป็นแหล่งประสิทธิ์ประสาท วิชา มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นอย่างดีรวมถึงขยายวงกว้าง ไปสู่สามัญชนมาก แม้ท่านจะทรงสวรรคต แต่ มวยไทย ( Muay Thai ) ตำรับพระเจ้าเสือ อันแข็งแกร่งยังได้รับ การถ่ายทอด ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ ฝึกฝน จนถึงทุกวันนี้ อีกทั้งวันเสด็จขึ้น เสวยราชสมบัติ ของพระเจ้าเสือ คือวันที่ 6 กุมภาพันธ์ เป็น วัน มวยไทย ( Muay Thai ) อีกด้วย

 

 

2. นายขนมต้ม ยอดนักสู้ ผู้เชิดชูเชิง มวยไทย ( Muay Thai ) ให้เป็นที่ประจักษ์ แก่ชาวต่างชาติ

ในตอนเด็กนั้น ๆ นายขนมต้ม เป็นเด็กที่อาศัยอยู่ในวัด ด้วยสาเหตุที่ว่าพ่อ และแม่ ถูกพม่าสังหาร จนถึงแก่ชีวิตทั้งสองคน จนเมื่อพม่าตีกรุงศรีอยุธยา นายขนมต้ม กลายเป็นหนึ่งในเชลยศึก ที่ถูกกวาดต้อนไปยังประเทศพม่า กษัตริย์แห่งพม่า ได้ทรงจัดงานสมโภช เจดีย์ชเวดากอง และทรงโปรดให้มีการแข่งขัน ชกมวยระหว่างชาวสยาม และชาวพม่า สุกี้พะนายกองคัด นายขนมต้ม ขึ้นชก และสามารถชกชนะ นักมวยพม่าถึง 10 คนโดยมิยอมถอย แม้แต่ก้าวเดียว จนพระเจ้ามังระปูบำเหน็จ แต่งตั้งให้เป็นข้ารับใช้ ในกรุงอังวะแต่ นายขนมต้ม ปฏิเสธ และขอให้ปลดปล่อยตน และเชลยคนไทยทั้งหมด เป็นอิสระเพื่อกลับบ้านเกิด พระเจ้ามังระ ยอมทำตามความประสงค์ ให้ทุกคนได้กลับมายังบ้านเกิด ก็คือแผ่นดินไทย ที่มีกรุงธนบุรี เป็นราชธานีนั่นเอง เหตุการณ์ที่ นายขนมต้ม สามารถเอาชนะ นักมวยพม่า เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2317 นั้น ทำให้ได้มีการกำหนด ให้วันดังกล่าว เป็น วัน มวยไทย ( Muay Thai ) อีกด้วย

 

3. นายทองดีฟันขาว นัก มวยไทย ( Muay Thai ) สู่นักรบของชาติ ผู้พลิกปรากฏการณ์ มวยแห่งชาติ

นายทองดีฟันขาว คืออีกหนึ่งครู มวยไทย ( Muay Thai ) สำคัญแห่งประวัติศาสตร์ เดิมชื่อ จ้อย เป็นเด็กชายที่มีนิสัยกล้าหาญ อดทน ชอบชก  มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นชีวิตจิตใจ ต่อมาได้ศึกษา วิชาหมัดมวย กับครูเที่ยงที่บ้านท่าเสา แต่เพราะไม่เคี้ยวหมากพลู เหมือนคนสมัย นั้นครูเที่ยงจึงเรียกว่า นายทองดีฟันขาว  นายทองดีเดินทาง ไปเรียนการต่อสู้ จากหลาย ๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็น มวยไทย ( Muay Thai ) มวยจีน หรือเชิงดาบ จนความสามารถเลื่องลือ ภายหลังถวายตัว เป็นทหารคนสนิท ของพระเจ้ากรุงธนบุรี และได้รับสมญานามว่า พระยาพิชัย

 

นายทองดีฟันขาว หรือ พระยาพิชัยดาบหัก ได้สร้างมรดก อันควรแก่การยกย่อง สืบทอดมาถึงปัจจุบัน นอกจากจะเป็นเรื่อง ความซื่อสัตย์สุจริต เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ความรักชาติแล้ว ยังสร้าง มวยพระยาพิชัย ที่มีจุดเด่นคือ เป็นทั้งมวยอ่อน และมวยแข็ง รุกรับตามแต่สถานการณ์ การออกไม้จะรวดเร็ว รุนแรง เผด็จศึกอย่างรวดเร็ว เมื่อมีโอกาส สามารถปกป้องตนเอง รู้วิธีรับก่อนรุก เรียนแก้ก่อนผูก เรียนรู้จุดอ่อนจุดแข็งของตนเอง และคู่ต่อสู้อีกด้วย

 

 

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ชุด มวยไทย ในสมัยก่อน มีอะไรบ้าง ?

อุปกรณ์ มวย สำหรับนักชก มวยไทย มือใหม่

ลดไขมัน ได้ด้วยกีฬา มวยไทย

ลดไขมัน ได้ด้วยกีฬา มวยไทย

 

          หลายๆท่านที่กำลังมองหากิจกรรมออกกำลังกาย เพื่อที่จะลดน้ำหนักวันนี้เราจะมาแนะนำกิจกรรมที่ทั้งสนุกแถมยังเผาผลาญพลังงายไขมันได้เป็นอย่างดี นั้นก็คือ มวยไทย

 

ใครๆ หลายๆ คนคงกำลังเกิดความสงสัย เกิดคำถามว่า มวยไทย สามารถช่วยเผาผลาญพลังงาน ให้กับร่างกายเร ได้ดีกว่า กีฬาประเภทอื่นๆ หรือ ไม่ เราจะบอกให้ทุกคนทราบว่า กีฬาทุกประเภท นั้นสามารถช่วยเผาผลาญ พลังงานในร่างกาย ของเราได้ดีแทบจะทุกๆ กีฬา แต่สำหรับ มวยไทย นั้น จะถือได้เลยว่าเป็นกีฬา ที่วามารถ ช่วยเบริ์น หรือ เผาผลาญพลังงาน ไขมันได้เร็ว และดีเลยทีเดียว เพราะการ ชกมวย หรือ ซ้อมมวยไทย นั้น ถ้าเราฝึกคอร์ส์ ในเวลา ประมาณ 1 ชั่วโมง เราสามารถ เบิร์น พลังงายได้ประมาณ 1000 กิโลแคลอรี่ เลยทีเดียว ถือว่าเยอะมากๆ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ขึ้นอยู่กับร่างกาย ของแต่ละคนเช่นกัน แต่การ ออกกำลังกาย ประเภท การชกมวย หรือ ฝึก มวยไทย นั้น เป็นการออกกำลังกาย ที่บอกได้เลยว่า ทั้งสนุก แถมเป็นการลดควาอ้วนได้อย่างบดีอีกด้วย แต่ใครๆ หลายๆคนคงมองว่า เราไม่ได้จะไปชกต่อยกับใคร จะไปฝึก มวยไทย ทำไม นั้นเป็นความคิดที่ผิดมากๆ การที่ฝึก หรือ ซ้อม มวยไทย นั้น เราไม่จำเป็นต้องไป ขึ้นชก หรือ ต่อสู้กับใคร เราแคเพียงอย่างออกกำลังกาย และไม่ได้แค่การ ออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว เรายังได้ทักษะการ ป้องกันตัว อีกด้วยแถมยัง เป็นกิจกรรม ลดความเครียด ได้เป็นอย่างดี ด้วยนะจะบอกให้

 

เรามาดูกันดีกว่าว่า มวยไทย นั้นสามารถ ช่วยอะไรให้แก่ร่างกาย ของเราได้บ้าง และสามารถช่วย ลดไขมันในร่างกาย ของเราได้ดีขนาดไหน

 

มวยไทย ( Muay Thai ) ออกกำลังได้ทุกส่วนของร่างกาย

 

          การออกกำลังกาย ในการทำกิจกรรม ต่อยมวยนั้น เป็นการออกกำลังกายที่บอกได้เลยว่า เราต้องใช้ทุกส่วน ของร่างกาย จริงๆ ไม่ว่าจะเป็น ศีรษะ ไปจน ถึง เท้า ของเราเลยทีเดียว โดยกีฬา ประเภท อื่นๆ นั้น เช่น วิ่ง หรือปั่นจักยาน เราเพียงแค่ใช้เท้า เป็นหลัก แต่สำหรับ มวยไทย จะเป็นการที่เราต้องใช้ทุก ส่วนของร่างกาย ของเราจริงๆ เช่น มือ เราก็ต้องออกแรงหมัดเพียง ชกไปข้างหน้า หรือ เท้าเราก็ต้องขยับร่างกาย ตลอดเวลา หรือ ใช้ในการเตะ และมวยไทย นั้นยังช่วยเพิ่มการฝึกทักษะที่เกี่ยว ข้องอย่าง การทรงตัว การทำงานประสานกันของอวัยวะ ปฏิกิริยาตอบโต้ และ ความคล่องตัว  ให้ดีขึ้นได้อีกด้วย

 

มวยไทย ( Muay Thai ) ช่วยให้ หน้าท้องแบนราบ ลดไขมันได้

 

            สำหรับ หนุ่มๆ สาวๆ คนไหน ที่กำลังมองหากีฬา ในการออกกำลังกาย เราขอแนะนำ ให้มาลองฝึก มวยไทย เรารับลองได้เลยว่า ไม่เกิน หนึ่งเดือน คุณจะเห็นผลลัพธ์ อย่างแน่นอน เพราะ การชกมวย หรือ การฝึก มวยไทย นั้น จำเป็นต้องใช้กล้ามเนื้อ แกนกลางลำตัวสูงมาก ต้องบิดสะโพกเพื่อเพิ่มแรงส่งให้ ออกหมัด หรือ เท้า ของเรา ได้หนักขึ้น และเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าการนอนซิทอัพกับพื้น เมื่อแกนกลางลำตัวแข็งแรง และเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น และมวยไทย เป็นการที่ ต้องทำให้ ร่างกาย ในส่วนกล้ามเนื้อ ของเราแข็งแรง ถึงจะแลกมาด้วยการที่เรา ต้องฝึก หนัก ออกกำลังกาย อย่างหนัก แต่รับลองได้เลยว่า คุณจะมีหุ่น ที่สวยงาม กล้ามหน้าท้อง และ ท้องที่แบบราบอย่างแน่นอน

 

มวยไทย ( Muay Thai ) ช่วยให้ ลดความเครียด ได้เป็นอย่างดี

 

          สำหรับ ท่านใดที่กำลังมีความเครียด ไม่ว่าจะเป็นความเครียด จากการทำงาน ความเครียด จากการเรียน หรือ รวมไปถึง ความเครียด ที่เกิดจากความรัก แล้วไม่รู้จะเอาไประบายที่ไหน คุณลองมา ชกมวย หรือ ฝึกมวยดูสิ ลำลองว่าได้ระบายความเครียด อย่างแน่นอน โดยที่ไม่ต้องไปออกแรง หรือ ไปทำอะไรที่ไม่ดีเลยเพียง แต่ ชกไปที่นวม ฝึกก็ทำให้คุณได้ระบายความเครียด มันออกมาแล้ว และแถมยังได้ ออกกำลังกายไปในตัวอีกด้วยนะ

 

            เป็นยังไง กันบ้างกับการ ออกกำลังกาย ชกมวย อ่านแล้วอย่างลองไป ฝึก มวยไทย กันบ้างหรือยัง แต่เราบอกเลยว่า ไม่ว่าจะเป็นกีฬาประเภท เพียงแค่เราได้ขยับ ร่างกาย ก็สามารถ เผาผลาญ พลังงาน ได้ดีเหมือนกัน แต่ถ้าอยาด ลดไขมัน หรือ ลดน้ำหนัก คุณต้อง ควบคุ่มการกิน ด้วยนะ อย่าตามใจปากมากเกินไป นะจะบอกให้

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

 

 

เครื่องรางของขลังประจำตัวนักมวย

มวยไทย จำเป็นต้องมีถุงถ่วงน้ำหนัก

กีฬาสุดมัน กับการ ชกมวย

กีฬาสุดมัน กับการ ชกมวย

สำหรับ ใครๆ หลายๆ คนที่ชื่นชอบ การออกกำลังกาย นั้น เราแนะนำ การออกกำลังกาย แบบ สนุก เร้าใจ แถมยัง ได้กล้ามเนื้อ ที่แข็งแรงอีกด้วย นั้นคือการ ชกมวย หรือ ต่อยมวยนั้นเอง

 

สำหรับการ ชกมวย หรือ ต่อยมวยนั้น เป็นกีฬา ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ในคน หลายๆ กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น วันเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ หรือ รวมไปถึง วัยสูงอายุ ก็ให้ความสนใจ กับกีฬา ประเภทการชกมวย มาก เพราะ กีฬา การชกมวยนั้น เป็น การ ออกกำลังกาย ที่จะทำให้ ผู้ออกนั้น ได้ใช้แรง ใช้กล้ามเนื้อ แถบจะทุกส่วน ไม่ว่าจะ เป็น บริเวณ ศีรษะ ตลอดไปจนถึง ขา รวม ถึง เท้า กันเลยที เดียว การออกกำลังกาย ด้วยการ ชกมวย หรือ ต่อยมวยนั้น เป็นการ เสริมความแข็งแรง ให้กับร่างกาย ได้ดี และ มีประสิทธิภาพมากๆ เพราะ การชกมวย หรือ การต่อยมวย เป็นการ ออกกำลังกาย ที่ใช้ พละกำลัง ในการออกแรงอยากมาก เพราะ การที่เราจะออก หมัด หรือ ออกลูกเตะ นั้น เราต้องใช้แรง มหาสาร ที่จะทำให้ ลูกเตะ หรือ หมัดลง ส่งแรงไปให้เกิดการ ปะทะ ที่รุนแรง รวมไปถึง ความรวดเร็ว ในการขยับตัว ไม่ใช้แค่ การออกแรง หมัด และ ขาแล้ว รวมไปถึง การขยับร่างกาย ไปมา เพราะการ ชกมวย หรือ การต่อยมวยนั้น ไม่ใช้แค่ การยื่นนิ่งๆ แต่เป็นการ ขยับร่างกายไปมา เดิน รอบบริเวณ สนามมวย หรือ การ ขึ้นสังเวียน นั้น เราจำเป็นที่ต้อง ดู คู่ต่อสู้ของเรา ดังนั้น เราจำเป็นที่จะต้องเดิน ตลอดเวลา ห้ามหยุดนิ่ง ไม่เช่นนั้น เราจะเป็นเป่านิ่ง ให้คู่ต่อสู้ เราโจมตีได้นั้นเอง

การออกกำลังกาย ในการต่อยมวยนั้น เป็นกีฬา ที่วันรุ่นนั้น ให้ความสนใจ กันเป็นจำนวนมาก เพราะ การต่อยมวย หรือ การชกมวยนั้น เป็นกีฬา ที่สุดมัน และ ได้ฝึกศิลปะ ป้องกันตัวไปพร้อมๆ กัน เด็กๆ หรือ กลุ่มวัยรุ่น ที่ชกมวยนั้น คงชอบความสนุก ความท้าทาย ในกิจกรรมต่างๆ เราแนะนำ การต่อยมวย เป็นกิจกรรม ที่ท้าทาย ร่างกายตัวเอง เพราะ ทั้ง ท่าทายการก้าวความขีดจำกัดให้กับร่างกายได้ด้วย การต่อยมวย หรือ การชกมวยนั้น เป็นการ ออกท่าทาง ลีลา ในการต่อสู้ ที่ต้องมีความว่องไว ความ เร็ว และ ความแข็งแรงของร่างกาย ในการ ออกกำลังกาย หรือ รวมไปถึง การต่อสู้ เพื่อที่จะไป ขึ้นสังเวียน เพื่อ ต่อสู้กับคู่ต่อสู้ เพื่อคว้าชัยชนะ ให้กับตัวเอง หรือ เป็นการ ฝึกการป้องกันตัว เพราะ การที่มี ทักษะในการ ป้องกันตัว ติดตัวไว้ จะเป็นการ เซฟ ตัวเอง เมื่อ เราเจออันตราย เราจะสามารถป้องกันตัวได้ในระดับหนึ่ง มีศิลปะป้องกันตัวไว้ก็ไม่ได้เสียหาย อะไร และ มีติดตัวไว้ ดีกว่า ไม่มีเลย และ การชกมวยนั้น ถือได้เลยว่า คนต่างชาติ ให้ความสนใจ เป็นอย่างมาก ด้วย ศิลปะที่ และ ท่าทาง ที่ดูสวยงาม และ ความเท่ ของศิลปะ การต่อยมวย หรือ รวมไปถึง ประวัติ ที่ยาวนาน ทำให้ คนต่างชาติ หลายๆ คน ให้ความสนใจ และ ฝึก ต่อยมวยกันเป็นจำนวนมาก มีนักมวย ต่างชาติ มากมาย ที่เก่ง และ เป็นที่รู้จักมากมาย เช่น ยูเซฟ บูคคาเน็ม เป็นนักมวย ที่ เริ่มเป็นที่รู้จัก ของแฟนมวยชาวไทย จากการที่เขา คว้าแชมป์ แชมป์แม็กซ์มวยไทย ในรุ่น 72.5 กก. เมื่อปี 2014 และ ยังมี นักชกมวย ต่างชาติ อีกมากมาย ที่ความยอมรับในการชกมวย ว่าเก่ง และ มีความสามารถ ไม่แพ้ นักมวยไทย การชกมวยนั้น หรือ การต่อยมวย เป็น กีฬาที่ได้รับ ความนิยมเป็นอย่างมาก มีการแข่งขันมากมาย ที่คนส่วนใหญ่นิยม ดู และ ให้ความสนใจเป็น จำนวนมาก เพราะ กีฬา การชกมวยนั้น สามารถ สร้างเป็นอาชีพได้เลย

การออกกำลังกาย ในการต่อยมวยนั้น ถือได้ว่าเป็นกีฬา ที่ได้ทุกอย่าง ได้ความแข็งแรง ร่างกายสุขภาพที่ดี หุ่นที่ดูดี การก้าวข้ามขีดจำกัดของตัว ศิลปะการต่อสู้ที่ติดตัวเรา ความสนุก และ ความมัน ในการฝึก ดังนั้น การต่อยมวย เป็นกีฬาที่ น่าให้ความสนใจ หรือ ฝึก หรือ ดูเรื่องรวม ของมวย แล้วคุณจะหลงรัก เพราะ การ ชกมวย หรือ การต่อยมวย ไม่ใช้แค่การต่อสู้ ยังเป็น ศิลปะ ของไทย ที่สืบทอด มีเรื่องรวม และ ประวัติ ความเป็นมา ที่ยาวนาน เป็นกีฬา ที่รอให้คุณไปค้นหา ความสามารถ ท้าทาย ขีดจำกัดของตัวเอง และ ฝึกความอดทนของร่างกาย เพื่อสุขภาพที่ดี ในชีวิตของตัวคุณเอง

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

 

ฟิตหุ่นสวย ด้วยมวยไทย

 

สร้างกล้ามเนื้อ แบบมวยไทย

อุปกรณ์ มวย สำหรับนักชก มวยไทย มือใหม่

อุปกรณ์ มวย สำหรับนักชก มวยไทย มือใหม่

เพื่อน ๆ คนไหนสนใจมาเริ่มฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) กันบ้างคะ แล้วเพื่อน ๆ รู้กันไหมว่านอกจากติดต่อสถานที่ฝึกแล้ว ยังต้องเตรียมอะไรอีกบ้าง วันนี้เราได้รวบรวม อุปกรณ์ มวยไทย ( Muay Thai ) มือใหม่ มาให้เพื่อน ๆ ได้ศึกษากันแล้วค่ะ

 

หากจะพูดถึง การซื้อข้าวของเครื่องใช้ สำหรับการฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) ข้อจำกัดมีไม่มาก หลัก ๆ คือ เรื่องงบประมาณ ในกระเป๋าสตางค์ นักเรียนใหม่บางคน อาจจะเริ่มต้นด้วย ของใช้ จำนวนน้อย ๆ แล้วค่อย ๆ เพิ่มเติมตามความจำเป็น ในขณะที่บางคน เริ่มต้นก็ต้องจัดเต็มไว้ก่อน ต้องมีให้ครบไม่ปะปนกับใคร ซึ่งอย่างที่บอกว่ามันก็ ขึ้นอยู่กับงบประมาณ รวมถึงความพอใจ นอกจากนี้ การไป ออกกำลังกาย สำหรับบางคนนั้น ก็มักจะมีเรื่องของความเป็น แฟชั่น เข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย

 

 

เรามาดูกันเลยดีกว่าค่ะ ว่า อุปกรณ์ จำเป็นขั้นพื้นฐาน สำหรับผู้ที่ริเริ่มฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) มีอะไรกันบ้าง

 

1 นวม ( Punching Mitts )

นวม ( Punching Mitts ) เป็น อุปกรณ์ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันจะปกป้องมือของเรารวมถึงคู่ซ้อม ที่ยิมหลาย ๆ ที่ นั้น อาจจะมีนวม ( Punching Mitts ) ไว้บริการอยู่แล้ว แต่เหตุผลที่ทุกคน จำเป็นต้องมีนวม ( Punching Mitts ) ของตัวเอง คือ เรื่องสุขอนามัย และความคุ้นเคย หากต้องการซื้อนวม ควรไปลองด้วยตัวเอง เพราะมันต้องพอดีกับมือ ใช้วัสดุที่ดี เพื่อปกป้องมือของเราได้ นั่นเรื่องสำคัญเลย

 

 

2 กางเกงมวย ( Boxing shorts )

อย่าได้คิดที่จะไป คลาสเรียน มวยไทย ( Muay Thai ) โดยใส่กางเกงขาสั้นอะไรก็ได้ ไปหา กางเกงมวย ( Boxing shorts ) มาใส่จะดีกว่า เพราะ กางเกงมวย ( Boxing shorts ) ออกแบบมาเพื่อให้มีพื้นที่ โล่งโปร่งบริเวณต้นขา และขาหนีบ เพื่อให้ยกแข้ง ยกขาเตะได้ถนัด นอกจากจะเลือกแบบที่ถูกใจ ไซส์ที่เหมาะสมแล้ว สำหรับคุณสุภาพสตรีก็อย่าลืม ใส่กางเกงชั้นใน แบบขาสั้นแนบเนื้อ ไว้ด้านใน เพราะด้วยความที่ กางเกงมวย ( Boxing shorts ) ขามันบานนี่ล่ะ อาจจะทำให้มองเห็น เข้าไปถึงข้างในทีเดียว

 

 

3 ฟันยาง ( Rubber teeth )

ฟันยาง ( Rubber teeth ) ช่วยปกป้องฟันของคุณ เมื่อถูกกระแทก ปัจจุบันมี ฟันยาง ( Rubber teeth ) ที่ทำจากวัสดุหลากหลายชนิด แต่ชนิดที่ดีที่สุด สำหรับมือสมัครเล่น ของนักชก มวยไทย ( Muay Thai ) คือ ฟันยางแบบ boil and bite ซึ่งต้องต้มให้ร้อน และกัด เพื่อให้พอดีกับปาก ซึ่งปัญหาที่พบบ่อยที่สุด สำหรับฟันยางประเภทนี้ คือบางทีมันก็ไม่พอดี กับขนาดช่องปากตลอดเวลา นี่จึงเป็นเหตุผล ที่นักกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) มืออาชีพ เลือกใช้งาน ฟันยาง ( Rubber teeth ) แบบสั่งทำเฉพาะ จึงมีขนาดตรงกับช่องปาก ของแต่ละคนแบบเป๊ะ ๆ ถ้าคุณยังไม่คิดจะลงทุน ใช้ ฟันยาง ( Rubber teeth ) แบบสั่งทำ สำหรับการเริ่มต้น แต่อย่างน้อยก็ควรลงทุน ซื้อ ฟันยาง ( Rubber teeth ) สักอัน เพื่อปกป้องฟันของคุณเอง เพราะฟันแท้มีได้แค่ครั้งเดียวนะคะ

 

 

4 แองเกิล ( Ankle )

ในภาษามวยเขาเรียก ทับศัพท์ตามภาษาอังกฤษว่า แองเกิล ( Ankle ) หน้าตาคล้ายถุงเท้า แต่เปิดส้นเท้า และนิ้วเท้า จริง ๆ แล้วมันอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็น อันดับแรก ๆ ที่ต้องลงทุนซื้อ แต่นักมวยบางคนบอกว่า มันช่วยซัพพอร์ตข้อเท้าได้ ในขณะที่บางคนก็ว่าไม่ช่วยอะไรเลย แถมยังลื่น และอึดอัด แต่ทั้งนี้บางสนามแข่งขัน มีกฎบังคับให้ใส่ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบกันไป

 

 

5 ผ้าพันมือ ( Cotton Hand Wrap )

มือของคุณ ประกอบด้วย กระดูกเล็ก ๆ 27 ชิ้น ซึ่งการพันมือ จะช่วยปกป้อง กระดูกเหล่านั้น รวมถึงเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนโดยรอบ อีกทั้งยังทำให้นิ้ว และข้อมือ ไม่ขยับเขยื้อนไปใน ตำแหน่งที่อาจทำให้เกิด การบาดเจ็บเวลาออกหมัด ลงทุนซื้อผ้าพันมือคุณภาพดี จะช่วยยืดอายุ การใช้งานได้นานกว่า แถมปกป้องมือ ได้ดีกว่าอีกด้วย

 

 

6 สนับแข้ง ( Warrix )

สนับแข้ง ( Warrix ) ช่วยเพิ่มเกราะป้องกันส่วนหลังเท้า และหน้าแข้ง ซึ่งในคลาสเรียนชั่วโมงแรก ๆ มันอาจไม่มีความจำเป็นเท่าไหร่ แต่ในไม่ช้าเมื่อต้อง เริ่มเล่นเชิงจับคู่ซ้อม มันจะเข้ามามีบทบาททีเดียว สนับแข้ง ( Warrix ) มีหลายขนาดด้วยกัน ไม่ว่าจะซื้อหรือใช้ของที่ยิม ก็ควรลองใส่ และเลือกไซส์ ที่เหมาะสม

 

 

7 เสื้อผ้า

ผู้ชายส่วนใหญ่จะชอบใส่ เพียงกางเกงมวยซ้อม แต่ส่วนสาว ๆ ก็ต้องหาเสื้อกีฬาที่เหมาะสม ควรเลือกเสื้อที่ระบายเหงื่อ แห้งเร็ว ใส่พอดีตัวและสบาย ถ้าไม่มั่นใจเรื่องเนื้อผ้า ก็ให้เลือกซื้อเสื้อ ที่ทำขึ้นสำหรับการ ฝึก มวยไทย ( Muay Thai )  โดยเฉพาะ และเลือกซื้อ สปอร์ตบรา มาใส่ด้วย เพราะมันช่วยซัพพอร์ตหน้าอก ได้กว่าบราทั่วไป และยังระบายอากาศได้ดีกว่าอีกด้วย

 

 

8 น้ำมันมวย ( Muay Thai Oil )

เชื่อไหมว่า ไอเท็มจำเป็นที่เป็นเคล็ดลับ ของนัก มวยไทย ( Muay Thai )  แทบทุกคนคือ น้ำมันมวย ( Muay Thai Oil ) โดยมักจะใช้นวดเพื่อวอร์ม และกระตุ้นกล้ามเนื้อ ก่อนทำการฝึกหรือแข่งขัน อีกทั้งยังช่วยให้ตื่นตัว ความร้อนจะเปรียบเสมือน เป็นยาแก้ปวดเมื่อย และคลายเส้นไปในตัวด้วย นอกจากข้อดีต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว นักมวยอาชีพบอกว่า การทาน้ำมันมวย ( Muay Thai Oil ) ยังช่วยให้ดูน่าเกรงขาม เพราะความมันวาว ที่เกิดจากการทาน้ำมัน ลงบนกล้ามเนื้อนั่นเอง

 

 

9 ผ้าขนหนู ( Towel )

คงไม่มีใคร อยากโดนเหงื่อ จากตัวคนอื่น กระเด็นมาโดน ในระหว่าง การซ้อมหรอกนะ ดังนั้นถ้าคุณเป็นคน เหงื่อออกง่าย ให้วางผ้าขนหนู ( Towel ) ไว้ใกล้ ๆ ตัว เพื่อเช็ดเหงื่อ ระหว่างช่วงพัก ซึ่งมันจะดีมาก สำหรับคู่ซ้อมของคุณ และตัวคุณเอง ดังนั้น พกผ้าขนหนู ( Towel ) ติดตัวไว้เสมอ และหลังจากซ้อมเสร็จแล้ว หากจะอาบน้ำที่ยิม ก็อย่าลืมพกผ้าขนหนู ( Towel ) อีกผืนไปเช็ดตัวหลังอาบน้ำด้วยล่ะ

 

 

 

 

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

มวยไทย กับแฟชั่นที่ดังไกลไปถึง Runway

ประวัติมวยไทย

เสน่ห์ศิลปะเเม่ไม้ มวยไทย ที่ต่างชาติยังต้องยอมรับ

เสน่ห์ศิลปะเเม่ไม้ มวยไทย ที่ต่างชาติยังต้องยอมรับ

ถ้าจะให้พูดถึง มวยไทย นั้น คงส่วนใหญ่คงจะรู้จักกันดีอยู่แล้วและยิ่งเป็นคนไทยละก็คงเข้าใจกันดีว่า มวยไทย เป็นศิลปะป้องกันตัว ที่มีเสน่ห์ขนาดไหน และในวันนี้เราจะมาพูดถึง เสน่ห์ ของ มวยไทย ไปดูกัน

 

มวยไทย

           

            มวยไทย นั้น เป็นกีฬา ที่มีประวัติมา อย่างยาวนาน และ ได้ขึ้นชื่อในเรื่องของ ศิลปะการต่อสู้ หรือ การป้องกันตัว ของไทย ที่มีตั้งแต่ในสมัย ก่อนมาจนถึง ปัจจุบัน และ มวยไทย ยังถือได้เป็น มรดกทางวัฒนธรรม ของคนไทยที่ มีการ สืบทอดกันมาอย่าง ยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการ ต่อสู้ การป้องตัว รวมไปถึง กีฬา อีกด้วย ในสมัยก่อนนั้น ไม่ปรากฏหลักฐาน ที่แน่ชัดว่า  มวยไทย นั้นเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยใด แต่ถือได้เลยว่า มวยไทย นั้นเป็น ศิลปะ การต่อสู้ ของไทย เช่นเดียว กับกังฟูของจีน ยูโดและ คาราเต้ของญี่ปุ่น และเทควันโดของเกาหลี นั้นเอง เพราะ มวยไทย เป็นกีฬา ประจำชาติ ของ ไทย เรานั้นเอง

 

                มวยไทย บัง เป็นศิลปะ การต่อ สู้ของประเทศไทย ที่จะมีความ โดดเด่น ด้านเทคนิคการ กอดคอ การเตะ การต่อย หรือ ท่าทางการต่อสู้ ต่างๆ  ซึ่งจะเป็น การใช้ทั้งกาย และใจ สำหรับ มวยไทย นั้น การต่อสู้ ที่ใช้ ร่างกาย เป็นอาวุธ โดยเป็นที่รู้จักว่าเป็น นวอาวุธ ซึ่งจะ ประกอบด้วยการโจมตี ที่ใช้ ร่างกาย เราเป็นหลัก และ ส่วนต่างๆ ของอวัยวะ ในร่างกาย ของเรา เช่น หมัด ศอก เข่า เท้า และ รวมไปถึง ศีรษะ อีกด้วย หากมีการเตรียมพร้อมด้านร่างกาย มาเป็นอย่างดีละก็ อาจจะก่อให้เกิดอาวุธที่มีอานุภาพ ที่สามารถ ทำความรุนแรง ถึงชีวิตได้เลยก็มี เพราะ แต่ละท่าทาง การต่อสู้ของ มวยไทย มีความรุนแรง หรือ อันตราย จะขึ้นอยู่คนที่หมั่นฝึกซ้อม และ ชำนาญ ในเรื่อง ศิลปะการต่อสู้ของมวยไทย และต้องมีร่างกาย ที่แข็งแรง อีกด้วย  มวยไทย นั้นได้เป็นที่แพร่หลาย ใน ระดับนานาชาติ ในช่วงศตวรรษที่ยี่สิบ เมื่อเหล่านัก มวยไทย ได้สามารถเป็นฝ่ายชนะนักต่อสู้ การแข่งขัน ที่มีชื่อเสียงในแขนงอื่นๆ  ซึ่งการแข่งขัน มวยไทย ในระดับอาชีพ ได้รับการดูแลโดย สภามวยไทยโลก นั้นเอง และ มวยไทย ไม่ใช้แค่การ ออกกำลังกาย เพียงอย่างเดียว มวยไทย สามารถ ที่จะ สร้างอาชีพ หรือ สร้างชื่อเสียง ให้กับตัวเราได้ นั้นเอง แต่ถึงอย่างไร มวยไทย ก็เป็นศิลปะ การต่อสู้ ของไทย ที่เรา ควรรักษา ขนบธรรมเนียม ประเพณี ที่มีมากันอย่างยาวนาน ให้อยู่ คู่กับคนไทย ไปจนถึงลูกถึงหลาน ให้รู้จักของคำว่า มวยไทย นั้นเอง

 

                มวยไทย นั้น เป็นกีฬา ที่ได้รับความนิยม ที่สูงมาก ไม่ใช้แค่ วงการกีฬา เพียงอย่างเดียว สำหรับ มวยไทย นั้น ไม่ว่าจะเป็น วงการ ภาพยนตร์ วงการเกม หรือ วงการสื่อบันเทิง ต่าง ได้นำเสนอ มวยไทย ในแบบฉบับ ต่างๆ ที่แตกต่างกันไป เพื่อให้ คนกลุ่มอื่นๆ ได้เข้าถึง คำว่า มวยไทย ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ที่ได้ นำเอา ท่าทางการ ต่อสู้ หรือ บุคล สำคัญ ของ มวยไทย ไปเป็น ภาพยนตร์ เพื่อให้คนได้รู้จัก และ เข้าใจ ในศิลปะการต่อสู้ และ ในวงการเกม นั้น ได้มีการ นำเอา ท่าทางการต่อสู้ ไปใช้เป็นท่าต่อสู้ในเกม เพื่อให้คนในกลุ่ม เกมเข้าใจถึงท่าทาง และการต่อสู้นั้นเอง เห็นไหมว่า มวยไทย เป็นที่นิยม ไม่ใช้แค่ วงการกีฬา เพราะ มวยไทย เป็นศิลปะ ที่มีเสน่ห์ ในตัวของมันเอง ไม่ว่าจะเป็น ประวัติ ที่น่าสนใจ บุคล ที่เป็นตัวอย่าง ในวงการ มวย หรือ ท่าทางการต่อสู้ ที่ดูสวยงามแต่แอบแฝง ไว้ในความอันตราย และ แถม มวยไทย ยัง เป็นการ ป้องกันตัว ที่ดีไม่แพ้ ศิลปะ ป้องกันตัว ประเภท อื่นๆ อีกด้วย 

 

                สำหรับ ใครท่านใด ที่กำลัง สนใจ ศึกษา ในเรื่องของ มวยไทย หรือ อยากลองฝึกละก็ ให้เรา ศึกษา และ เตรียมร่างกาย ให้พร้อม เพราะ มวยไทย มีอะไรให้คุณ สัมผัส ได้อีกมากมาย สำหรับท่านใดที่รักการต่อสู้ และ หลงใหล ในการต่อสู้ นั้น มวยไทย คือ หัวใจหลักๆ ที่คุณไม่ควรพลาด เลยทีเดียว

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

 

อาวุธมวยไทยส่วนไหนแรงกว่ากัน

มวยไทย ประเภทต่างๆ ที่ใช้ในหนังฮอลลีวูด

ชุด มวยไทย ในสมัยก่อน มีอะไรบ้าง ?

ชุด มวยไทย ในสมัยก่อน มีอะไรบ้าง ?

เพื่อน ๆ รู้จัก มวยไทย ในสมัยนี้กันดีแล้วใช่ไหมล่ะคะ ทั้งการชก การไหว้รำ แม้กระทั่ง การแต่งกายอันเป็นเอกลักษณ์ แต่เพื่อน ๆ รู้กันไหมคะว่า ชุด มวยไทย ในสมัยก่อน นั้นมีอะไรบ้าง และแต่งกายกันอย่างไรบ้าง มาดูกันค่ะ

 

 

เครื่องแต่งกายของ นักมวยไทย ( Muay Thai ) ในสมัยก่อนที่นิยม มีดังต่อไปนี้

 

กางเกง มวยไทย ( Muay Thai )

เป็นหนึ่งใน เครื่องแต่งกาย ในสมัยก่อนนั้น ที่เป็นส่วนปกปิด ร่างกาย ได้แก่ กางเกง ในสมัยก่อนจะไม่มีกางเกง ที่ใช้สวมใส่เฉพาะเวลาขึ้น ชกมวย เท่านั้น ส่วนมาก นักมวย จะสวมกางเกงขาสั้น ยาวประมาณแค่เข่า ซึ่งเป็นกางเกงที่ใช้กัน โดยทั่วไป ในชีวิตประจำวัน ตัวกางเกงจะใหญ่ ไม่มีขอบกางเกง ใช้ผ้าขาวม้า ผูกคาดเอวไว้กันหลุด

 

 

ผ้าขาวม้า มวยไทย ( Muay Thai )

เป็นผ้าที่มักจะทอด้วย เส้นด้ายฝ้าย หรือผ้าไหม ขึ้นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้างประมาณ 1 เมตรยาวประมาณ 1 เมตรครึ่ง ทอเป็นลายตราหมากรุกบ้าง เป็นลายอื่นบ้าง ผู้ชายไทย ส่วนมาก จะมี ผ้าขาวม้า ใช้ทุกคน ซึ่งเป็นของใช้ ที่ทำขึ้นเองในครอบครัว ใช้สำหรับนุ่ง คาดเอว เช็ดหน้าเช็ดตัว ในการแข่งขันชก มวยไทย ( Muay Thai ) นักมวยจะใช้ผ้าขาวม้า พันให้หนาคาด ทับระหว่างขา ใช้แทน กระจับ และคาดเอว เพื่อให้กางเกงไม่หลุดลุ่ย เวลาขึ้น ชกมวย

 

 

ผ้าพันมือ มวยไทย ( Muay Thai )

เป็นอีกหนึ่งใน เอกลักษณ์ ที่โดดเด่นของ มวยไทย ( Muay Thai ) อีกประการหนึ่ง คือ การคาดเชือก ที่มือ โดยใช้ด้ายดิบ ที่จับเป็นไจ ( รวมเส้นด้าย ) ขนาดโต เท่าดินสอต่อกัน เป็นเชือกยาว ประมาณ 20–25 เมตร ม้วนแยกไว้ 2 กลุ่ม ใช้พันสันหมัด และข้อมือ ความยาวต่างกัน ตามความต้องการ ของประเภท นักมวย บางท้องถิ่น พันรอบแขน จรดไปถึง ข้อศอก สอดด้ายดิบขด เป็นปม เรียกว่า ก้นหอย เรียงบนสันหมัด คล้ายหนามทุเรียน เมื่อพ่นน้ำลง บนหลังหมัด ด้ายที่พันเป็นก้นหอย ก็จะพองแข็ง สร้างความเจ็บปวด ให้คู่ต่อสู้ได้

 

 

การพันมือ หรือ คาดเชือก ของนักมวยไทย  ( Muay Thai ) นั้น จะช่วยให้กระดูกนิ้วมือ ไม่เคล็ดง่าย และทำให้หมัดแข็ง น้ำหนักหมัดมีความ หนักแน่นกว่า หมัดธรรมดา แต่ถ้าพันหนามาก จะทำให้ชกอืดอาด บางสำนักครูอาจารย์ จะเป็นผู้พันด้ายดิบให้ นักมวย พร้อมกับบริกรรม คาถาพร้อมกันไป บางแห่งก็จะทำ พิธีปลุกเสก ลงคาถาอาคม ในด้ายดิบ บางอาจารย์ก็ใช้ ด้ายตราสังศพ มาใช้พันมือ ของ นักมวย ด้ายดิบที่ใช้คาดหมัด นักมวยไทย ในสมัยนั้น มักจะเก็บไว้ใช้กัน นานหลักปีขึ้นไป จึงมีเลือด เศษเนื้อของคู่ต่อสู้ติด เกรอะกรังที่ด้าย ทำให้ด้ายแข็งคม เหมือนกระดาษทราย เป็นอาวุธชั้นดีของ นักมวยไทย ( Muay Thai ) ในสมัยก่อน เลยทีเดียว

 

 

คุณลักษณะพิเศษ อีกอย่างหนึ่งของการ คาดเชือก คือ วิธีการ คาดเชือก สามารถ บอกภูมิลำเนา ของสำนักมวย ได้ว่าเป็น นักมวย มาจากถิ่นใด และบอกถึงลักษณะ การใช้หมัด และการใช้ศอกว่าเป็นอย่างไร เช่น มวยโคราช เป็นมวยเตะ และต่อยวงกว้าง จะคาดหมัดถึงข้อศอก เพื่อป้องกันการเตะ ส่วนมวยลพบุรี เป็นที่เลื่องชื่อว่ามวย ( หมัดตรง ) ไม่กลัวเตะ เพราะรู้เชิงป้องกัน การคาดเชือกจึงคาด เพียงครึ่งแขน ส่วนมวยของภาคใต้ ( มวยไชยา ) นั้นจะถนัดใช้ศอก และแขน การคาดเชือกจึงเลย ข้อมือไม่มากนัก เพื่อกันซ้น หรือเคล็ดเท่านั้น เพราะจะใช้ศอกรับ และใช้ศอกในการ กระแทกลำตัว หากบางคนต้องการ พันด้ายขนาดยาว เพราะต้องการ ใช้หมัดบังหน้าด้วย

 

 

เมื่อ นักมวย แต่งตัว ด้วยเครื่องรางของขลัง ผ่านพิธีกรรม ด้วยเวทมนตร์ คาถาแล้ว จะต้องระมัดระวังตัว ไม่เดินลอดของต่ำ หรือแตะต้องของ ที่เชื่อว่าจะทำให้ เวทมนตร์ คาถาเสื่อมคลายลง เวลาขึ้นเวทีมวย จะกระโดดข้ามเชือก สังเวียนทุกคน เพราะเชื่อว่าการลอดเชือก ที่มีคนอื่นเคยข้ามแล้วหรือ มีการนำของต่ำ ข้ามผ่านแล้ว เช่นรองเท้า กางเกง ของใช้บางอย่าง อาจจะทำให้ของขลัง และเวทมนตร์ คาถาเสื่อมลง ดังนั้นเรามักจะเห็น กันบ่อยโดยเฉพาะนัก มวยไทย ( Muay Thai ) อาชีพ มักจะระมัดระวัง เรื่องนี้กันมาก

 

 

 

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

มวยไทย กับแฟชั่นที่ดังไกลไปถึง Runway

ประวัติมวยไทย

สิ่งที่ขาดไม่ได้บนสังเวียน มวยไทย

สิ่งที่ขาดไม่ได้บนสังเวียน มวยไทย

นอกจากการเอาชนะคู่ต่อสู้ด้วย กลยุทธ์วิถีเทคนิคต่าง ๆ ของศิลปะการต่อสู้บนเวทีของ มวยไทย อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดตัดสิน และชี้ขาดแพ้-ชนะ บนเวทีได้ก็คือ หน้าที่ของตำแหน่งกรรมการ แล้วกรรมการสำคัญอย่างไรมาดูกันค่ะ

 

     กรรมการบนเวที มวยไทย นับว่าเป็นตำแหน่งที่สาม ที่มักจะประกบคู่นักมวยทั้งสอง คอยตรวจเช็ค ความถูกต้อง และกฎกติกาการชกบนเวที และกรรมการที่นั่งชมอยู่ด้านล่างข้างเวที เป็นผู้ชี้ขาด และเป็นผู้ตัดสินบนเวที ที่นักมวยทุกคน ต้องมีความเกรงใจ และให้เกียรติในการต้องทำตามกฎ วันนี้เราจะมาให้ความรู้ถึงความสำคัญของกรรมการ บนเวที มวยไทย ว่าเราต้องมีเขาไว้เพื่ออะไร

 

     ผู้ชี้ขาด คือ ผู้ที่มีความรับผิดชอบอันดับแรก การระมัดระวัง การดูแลเอาใจใส่ผู้แข่งขันไม่ให้เกิดบาดเจ็บหรือบอบช้ำเกินควร หน้าที่ของผู้ชี้ขาด ผู้ชี้ขาดต้องปฏิบัติหน้าที่ในสังเวียน ต้องแต่งกายด้วยกางเกงขายาวสีกรมท่า เสื้อเชิ้ตสีขาวผูกหูกระต่ายสีกรมท่า รองเท้าหุ้มส้นหรือหุ้มข้อชนิดเบา ไม่มีสน สีดำ สวมถุงมือแพทย์ การเตือน ผู้ชี้ขาดอาจเตือนผู้แข่งขันได้ การเตือนเป็นการแนะนำให้ผู้แข่งขันระมัดระวัง หรือป้องกันไม่ให้กระทำสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ที่เป็นการละเมิดกติกาที่รุนแรงนัก ในการนี้ไม่จำเป็นต้องหยุดการแข่งขันแต่หาโอกาสที่เหมาะสมเตือนผู้แข่งขันที่ทำผิดกติกาในระหว่างการแข่งขันนั้นได้ การตำหนิโทษ ถ้าผู้แข่งขันละเมิดกติกา แต่ความผิดนั้นไม่ถึงขั้นให้ออกจากการแข่งขันผู้ชี้ขาดต้องหยุดการแข่งขัน และสั่งตัดคะแนนแก่ผู้ละเมิดกติกานั้น ในการสั่งตัดคะแนนผู้ชี้ขาดต้องกระทำอย่างชัดแจ้งเพื่อให้ผู้แข่งขันเข้าใจเหตุผล และความมุ่งหมายของการสั่งตัดคะแนนนั้น ผู้ชี้ขาดจะต้องให้สัญญาณมือแก่ผู้ตัดสินทุกคนว้าได้มีการตัดคะแนนและชี้ตัวผู้แข่งขันที่สั่งตัดคะแนน ถ้าผู้แข่งขันถูกสั่งตัดคะแนน 3 ครั้งในคู่นั้น เขาจะถูกให้ออกจากการแข่งขัน หลังจากสั่งตัดคะแนนแล้วผู้ชี้ขาดต้องสั่ง “ ชก” การตรวจร่างกาย ของผู้ชี้ขาด ก่อนปฏิบัติหน้าที่ในการแข่งขันระดับนานาชาติภายใต้กติกานี้ ผู้ชี้ขาดต้องได้รับการตรวจร่างกายว่าเป็นผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์พอที่จะปฏิบัติหน้าที่ในสังเวียนในขณะปฏิบัติหน้าที่ในการแข่งขันห้ามผู้ชี้ขาดสวมแว่นตา แต่อนุญาตให้ใช้เลนส์ผลึกได้ และก่อนการแข่งขันทุกครั้งผู้ชี้ขาดต้องเข้าร่วมประชุมที่คณะกรรมการฝ่ายแพทย์จัดขึ้น

 

          คุณสมบัติของคนเป็นกรรมการ มวยไทย

     คุณสมบัติของกรรมการ ผู้ชี้ขาด ( อยู่บนเวที ) และผู้ตัดสิน ( อยู่ข้างล่าง ) จะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 60 ปี เว้นแต่คณะกรรมการผู้ตัดสิน จะพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งผู้ชี้ขาด / ผู้ตัดสิน ต่อไปในระยะเวลาที่เห็นสมควร จะต้องมีหนังสือรับรองจากแพทย์ว่า เป็นผู้มีร่างกายสมบูรณ์ เหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่ผู้ชี้ขาด / ผู้ตัดสิน และจะต้องผ่านการอบรม, การทดสอบ, การขึ้นทะเบียนผู้ชี้ขาด / ผู้ตัดสิน มวยไทย และได้รับตราพร้อมประกาศนียบัตร ของสภา มวยไทย โลกอีกด้วย

     จำนวนกรรมการผู้ชี้ขาด / ผู้ตัดสิน จะต้องมีกรรมการผู้ชี้ขาดบนเวที 1 คน และกรรมการผู้ตัดสิน 3 คน ทั้งนี้ยังต้องมีประธานผู้ตัดสิน เป็นผู้ควบคุมการแข่งขันอีกด้วย

     กรรมการผู้ชี้ขาด จะต้องรักษากติกา และให้ความเป็นธรรมอย่างเคร่งครัด จะต้องไม่แสดงกริยาวาจาที่ไม่สุภาพต่อนักมวย และผู้ชม จะต้องควบคุมการแข่งขันทุกระยะโดยตลอด จะต้องป้องกันนักมวยที่อ่อนแอกว่า ไม่ให้ได้รับความบอบช้ำ จนเกินควร และโดยไม่จำเป็น จะต้องตรวจนวม ตรวจเครื่องแต่งกาย และฟันยางของนักมวยก่อนการแข่งขัน ในยกแรกจะต้องให้นักมวยทั้งคู่จับมือ กันกลางเวที และเตือนกติกาที่สำคัญ การจับมือจะกระทำกันอีกครั้งหนึ่งก่อนเริ่มการแข่งขันในยกสุดท้าย ห้ามนักมวยทั้งสอง จับมือกันระหว่างการแข่งขัน

     ผู้ชี้ขาด จะต้องใช้คำสั่ง 3 คำ คือ "หยุด" เมื่อ สั่งให้นักมวยหยุดชก "แยก" เมื่อสั่งให้นักมวยแยกออกจากการกอดรัด และ "ชก" เมื่อสั่งให้นักมวยชกต่อไป ในกรณีที่ผู้ชี้ขาดสั่งแยก นักมวยทั้งสองจะต้องถอยหลังออกมาก่อน อย่างน้อยคนละ 1 ก้าว แล้วจึงจะชกต่อไป

     ผู้ชี้ขาด จะต้องแสดงสัญญาณที่ถูกต้องให้นักมวยที่ละเมิดกติกาทราบ ถึงความผิดของตน เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน จะต้องรวบรวมบัตรให้คะแนนของผู้ตัดสินทั้ง 3 คนข้างล่างเวที จากนั้น ชี้มุมผู้ชนะตามเสียงคะแนนข้างมาก แล้วชูมือนักมวยผู้ชนะขึ้น นำบัตรคะแนนของผู้ตัดสินทั้ง 3 คน ให้ประธานผู้ตัดสินตรวจสอบ

 

          หน้าที่ของผู้ตัดสิน มวยไทย

     หน้าที่ของผู้ตัดสิน ผู้ตัดสินแต่ละคน จะต้องตัดสินการชกของนักมวยโดยอิสระ และจะต้องตัดสินไปตามกติกา ผู้ตัดสินแต่ละคน จะต้องอยู่คนละด้านของเวที และห่างจากผู้ชม ในระหว่างที่การแข่งขันกำลังดำเนินอยู่ ผู้ตัดสินจะต้องไม่พูดกับนักมวย หรือกับผู้ตัดสินด้วยกัน หรือกับบุคคลอื่น ยกเว้นกับกรรมการผู้ชี้ขาดบนเวที ถ้ามีความจำเป็นจะต้องพูดกับกรรมการผู้ชี้ขาดบนเวที ให้ใช้เวลาหยุดพักระหว่างยก แจ้งให้ผู้ชี้ขาดทราบว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เช่น พี่เลี้ยงปฏิบัติผิดมารยาท หรือเชือกหย่อน ซึ่งผู้ชี้ขาด อาจจะไม่สังเกตเห็นในขณะนั้น

     ผู้ตัดสิน จะต้องให้คะแนนแก่นักมวยทั้งสอง ในบัตรบันทึกคะแนน ทันทีที่สิ้นสุดการแข่งขันของแต่ละยก ผู้ตัดสินจะต้องไม่ลุกออกจากที่นั่งให้คะแนน จนกว่าผู้ชี้ขาดจะชูมือตัดสินผลการแข่งขันแล้ว และการแต่งกายของผู้ตัดสิน จะต้องแต่งกายตามที่สภา มวยไทย โลกกำหนด

     จะเห็นได้ว่า ความสำคัญของกรรมการ คือ ผู้ตรวจสอบ และดูความเรียบร้อยตลอดการชกให้เป็นไปตามกฎกติกาที่ต้องถูกต้องที่สุด

 

          อำนาจของผู้ชี้ขาด

1. ยุติการแข่งขัน เมื่อเห็นว่าฝ่ายหนึ่งมีฝีมือเหนือกว่าอีฝ่ายหนึ่งมาก

2. ยุติการแข่งขัน เมื่อเห็นว่าผู้แข่งขันบาดเจ็บจนไม่สามารถแข่งขันต่อไปได้

3. ยุติการแข่งขัน เมื่อเห็นว่าผู้แข่งขันไม่แข่งขันจริงจัง ในกรณีนี้อาจให้ผู้แข่งขันคนหนึ่ง หรือทั้งสองคนออกจากการแข่งขันได้

4. การเตือนผู้แข่งขันหรือหยุดการแข่งขัน เพื่อสั่งตัดคะแนนผู้แข่งขันที่กระทำกฟาวล์ หรือด้วยเหตุอื่น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม หรือเพื่อความแน่นอนในการปฏิบัติตามกติกา

5. ให้ผู้แข่งขันที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโดยฉับพลัน หรือก้าวร้าวผู้ชี้ขาดหรือไม่ร่ายรำไหว้ครูตามประเพณีก่อนการแข่งขันออกจากการแข่งขัน

6. ให้พี่เลี้ยงที่ละเมิดกติกาออกจากหน้าที่ และให้ผู้แข่งขันออกจากการแข่งขันถ้าพี่เลี้ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ชี้ขาด

7. ให้ผู้แข่งขันที่กระทำฟาวล์ออกจากการแข่งขันโดยเตือนตำหนิโทษหรือยังไม่ได้เตือนตำหนิโทษผู้แข่งขันนั้นมาก่อนก็ตาม ถ้ากระทำผิดอย่างรุนแรง

8. หยุดนับในการล้ม ถ้าผู้แข่งขันเจตนาไม่ไปหรือทำชักช้าที่จะไปมุมกลาง

9. ตีความกติกาเท่าที่บัญญัตินี้ หรือพิจารณาตัดสิน และปฏิบัติตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

 

          จรรยาบรรณของผู้ชี้ขาด และผู้ตัดสิน

จะต้องไม่มีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางทุจริต

จะต้องไม่ให้ข่าวหรือให้สัมภาษณ์ใด ๆ ที่ทำให้เกิดความเสื่อมเสียในการตัดสิน

จะต้องไม่ประพฤติผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง

จะต้องไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ก่อนการแข่งขัน 24 ชั่วโมง

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

ครูมวยไทย ทั้ง 4 ประเภท

อุปกรณ์มวย สำหรับมือใหม่

มวยไทย ประเภทต่างๆ ที่ใช้ในหนังฮอลลีวูด

มวยไทย ประเภทต่างๆ ที่ใช้ในหนังฮอลลีวูด

มวยไทย ประเภทต่างๆ ที่ใช้ในหนังฮอลลีวูด

ในแวดวง หนังไทย ทุกคนคงเห็นกันบ่อยอยู่แล้วว่า มวยไทย หรือ มวย อื่นๆมาออกกำลังกาย ในวงการหนังฮอลลีวูด ก็มีการใช้ มวย หรือการต่อสู้อื่น ๆ มาใช้ด้วยนะ ซึ่งวันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับ มวย หรือการต่อสู้ที่ใช้ในหนังมาฝาก

ศิลปะการต่อสู้ หรือ มวยไทย ( Muay Thai ) เป็น ศิลปะการต่อสู้ มีหลายคนให้ความสนใจอย่างมาก ก็ก็มีการนำมาใช้ในการ ออกกำลังกาย ด้วยซึ่งก็เป็นสิ่งที่คนในปัจจุบันสนใจ

 

คริสเตียน เบล กับศิลปะการต่อสู้ - กังฟู

คริสเตียน เบล ถือว่าเป็นนักแสดงอันดับต้น ๆ ของโลกเลยที่มีการทุ่มเทกับบทบาทที่ตัวเองได้รับต้อง ฟิตหุ่น ซึ่งแฟนๆฮีโรคงรู้จักเขาดี ในบทบาทบรูซ เวย์น หรือ แบทแมน ซึ่งเรื่องนี้มีการใช้การต่อสู้ประเภท กังฟูเป็นหลัง ซึ่งไม่ได้เหมือน มวยไทย Muay Thai นะอย่าเข้าใจผิด จะเห็นชัดในภาคแรก ที่มีการฝึกกับอาจารย์ของเขา จนในที่สุดก็กลายมาเป็นแบทแมนในที่สุด

เรื่องย่อ แบทแมน อัศวินรัตติกาล ( The Dark Knight ) เป็นภาพยนตร์แนวซูเปอร์ฮีโร่ – อาชญากรรม - ระทึกขวัญ เป็นการเผชิญหน้ากันของแบทแมน กับเหล่าวายร้ายต่าง ๆ ตามภาคนั้น ๆ เช่น โจ๊กเกอร์อาชญากรที่มีความฉลาด สร้างความวุ่นวายทำให้ชาวเมืองก๊อธแธมต้องหวาดกลัว นอกจากนั้นยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับความเป็นฮีโร่ของแบทแมนซึ่งมีเนื้อหาที่ซับซ้อน ผสมดราม่าไว้มาก ทำให้ได้รับคำวิจารณ์ที่ดีจากหลายสำนัก ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังเป็นผลงานการแสดงภาพยนตร์ ฟอร์มยักษ์ครั้งสุดท้ายของ ฮีธ เลดเจอร์ ผู้รับบทเป็นโจ๊กเกอร์ซึ่งเสียชีวิตก่อนที่ภาพยนตร์จะออกฉาย

 

ไรอัน กอสลิง กับศิลปะการต่อสู้ – มวยไทย Muay Thai

ไรอัน กอสลิง เป็นนักแสดงที่มีความชอบใน ศิลปะการต่อสู้ มวยไทย Muay Thai เป็นอย่างมาก ซึ่งในเรื่อง Only God Forgive เขาได้ทุ่มเทเพื่อการฝึกซ้อม ใช้เวลา 2 ชั่วโมง / 4 วัน ต่อสัปดาห์ในการ ออกกำลังกาย ฟิตหุ่น เพื่อรับบทบาทในภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้ใช้การต่อสู้ในแบบฉบับของ มวยไทย Muay Thai ในเรื่องนี้

เรื่องย่อ รับคำท้าจากพระเจ้า ( Only God Forgives ) ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่ผสมกัยระหว่าแนวอาชญากรรม และสยองขวัญ เป็นหนังของชาติฝรั่งเศส - เดนมาร์กในปี 2013 เขียนและกำกับโดย Nicolas Winding Refn ภาพยนตร์เรื่องนี้ ถ่ายทำในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เป็นส่วนใหญ่ออกฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ. 2013

 

เจสัน สเตแธม กับ ศิลปะการต่อสู้ - จูจิทสึ

เจสัน สเตแธม ผู้ที่อยู่ในวงการหนังบู๊แอคชั่นมาอย่างยาวนาน เขาคือนักแสดงอีกคนหนึ่งที่ใช้ศิปละการต่อสู้เข้ามาช่วยในเรื่องของการ ฟิตหุ่น แสดงฉากแอคชั่นในภาพยนตร์จริง ๆ แล้วต้องบอกว่า เจสัน ถือได้ว่าเป็นนักสู้ที่ใช้ MMA ได้อย่างเยี่ยมยอด ทั้งคิกบ็อกซิ่ง และที่เขาฝึกฝนมาอย่างเป็นพิเศษ คือ จูจิทสึ ( jiu – jitsu ) ศิลปะการต่อสู้

จูจุสึ เป็นการต่อสู้ของญี่ปุ่น ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่า ศิลปะแห่งความอ่อน เป็นชื่อเรียกของศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่น ลักษณะการต่อสู้ของจูจุสึในสมัยก่อนนั้นจะขึ้นอยู่กับสำนักนั้น ๆ เป็นหลัก โดยมากจะมีทั้งการโจมตี การล๊อค การทุ่ม ในบางสำนักจะมีการฝึกการใช้อาวุธด้วย จนในบางครั้งจะถูกเรียกกันว่าเป็นวิชาที่มีทุกอย่าง การต่อสู้ของจูจุสึในสมัยก่อนนั้น จะเป็นการต่อสู้แบบไม่มีกติกา จะทำทุกวิถีทางเพื่อล้มคู่ต่อสู้ ทั้งนี้จูจุสึถูกฝึกให้ไม่มีความปราณีต่อคู่ต่อสู้ ไม่ว่ากรณีใด ๆ

 

คีอานู รีฟ ผู้ฝึกการค่อสู้ - จูจิทสึ / วูซู ( มวยจีน )

คีอานู รีฟ ผู้เป็นนักแสดงที่เคยโด่งดังมาก่อนกับเรื่อง Speed และ The Matrix โดยปัจจุบันก็มีผลงานที่ติดตาแฟนคลับมากๆ คือ John Wick ซึ่งเป็นภาพยนต์แนวหนังบู๊แอคชั่นที่ต้องใช้ความสามารถในการแสดงเป็นอย่างสูง คีอานู รีฟ ได้ฝึกฝน ฟิตหุ่น ทั้ง จูจิทสึ และ วูซู เพื่อใช้ในการแสดงในเรื่องนี้ และยังใช้ศิลปะการต่อสู้แบบยูโด และ คาราเต้อย่างมืออาชีพด้วย

เรื่องย่อ จอห์น วิค แรงกว่านรก ( John Wick ) เป็นภาพยนตร์อเมริกันแนวแอคชันทริลเลอร์แบบนีโอนัวร์ กำกับโดยแชด สตาเฮลสกี และเดวิด ลิตช์ เป็นการเล่าเรื่องของจอห์น วิค มือปืนฝีมือฉกาจที่วางมือแล้ว กลับจำเป็นต้องมาล้างแค้นให้กับโจรที่ขโมยรถ และสังหารสุนัขของเขา ซึ่งเป็นของขวัญที่ระลึกของภรรยาที่เสียชีวิต ในเรื่องมีการต่อสู้ที่มัน ซึ่งคีอานู รีฟ ก็ได้ใช้ศิลปะที่ได้ฝึกมา ประยุกต์เข้ากับการตู้สู้ในหนังได้อย่างลงตัว

 

เทย์เลอร์ เลาท์เนอร์ กับศิลปะการต่อสู้ - คาราเต้

ผู้รับบทหมาป่าหนุ่มในภาพยนตร์ เรื่อง Twilight ภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จโด่งดังไปทั่วโลก โดยเทเลอร์เริ่มฝึกคาราเต้ตั้งแต่ตอนที่เขาอายุเพียง 6 ขวบ และอยู่ในระดับสายดำตอน 8 ขวบ ซึ่งเขาอยู่ในอันดับ 1 ของ สมาคมกีฬาคาราเต้แห่งอเมริกา เมื่อเขาต้องรับบาทบาทในเรื่อง ทไวไลท์ ที่ต้องใช้ศิลปะการต่อสู้ในการแสดงมากขึ้น เทย์เลอร์ เลาท์เนอร์  ต้อง ฟิตหุ่น ถึงแม้ว่าการต่อสู่ของเขา อาจจะไม่ชัดแบบกังฟู แต่ตัวนักแสดงก็ได้มีการปรับมาใช้ไนหนัง การต่อสู้ ฟิตหุ่น

 

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า ศิลปะการต่อสู้ ไม่ใช่กีฬาอย่าง มวยไทย Muay Thai ที่ใช้ความรุนแรงอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ก็สามารถใช้ป้องกันตัวเอง ฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่ง ฝึกวินัย ฝึกสมาธิ ได้อีกด้วย และ ถ้าในอนาคตเราสามารถนำการต่อสู้ ที่เราฝึกฝนมาประยุกต์ในเรื่องต่าง ๆ ได้ด้วย

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

กฎกติกา ของกีฬามวยไทย

ออกกำลังกาย แบบฉบับนักมวยอาชีพ

 

5 นักมวย ในตำนานขวัญใจคนไทย

5 นักมวย ในตำนานขวัญใจคนไทย

มวยไทยมีมาอย่างยาวนาน และเมื่อหลายสิบปีมานี้ก็มี นักมวย คนไทยหลายคนที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย จนทำให้มวยไทยเป็นมวยอาชีพได้ แต่วันนี้เราจะพาทุกคนย้อนวัยมาดู 5 นักมวย ในตำนานขวัญใจคนไทยกันค่ะ

 

1. โผน กิ่งเพชร

     เริ่มกันที่นักชกชื่อดังที่เป็นถึงแชมป์โลกชาวไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ นั่นคือ โผน กิ่งเพชร โดยการชิงแชมป์โลกเมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2503 ณ เวทีมวยลุมพินี ได้กระทำต่อหน้าพระพักตร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตร

     โผน กิ่งเพชร  โผนเป็นแชมป์โลกชาวไทยคนแรกในรุ่นฟลายเวต ของสถาบันเดอะริง ( The Ring ) รวมทั้งเป็นแชมป์โลกชาวไทยคนแรกที่ได้ครองแชมป์โลกถึง 3 สมัย แต่ด้วยปัญหาส่วนตัว ทำให้โผนติดสุราจนการชกตกต่ำลง กระทั่งเสียแชมป์ และไม่มีโอกาสชิงแชมป์คืนได้อีก โผนเสียชีวิตลงในวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2525 ในวัย 47 ปี

     จากนั้นมีการสร้างอนุสรณ์สถานของเขาที่หัวหินบ้านเกิด หลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว 10 ปี โผนถือว่าเป็นตำนานของวงการมวยสากลคนหนึ่งของไทย โดยวันที่ 16 เมษายน ซึ่งเป็นวันที่โผนชิงแชมป์โลก ได้ถูกกำหนดให้เป็น “วันนักกีฬาไทย”

 

2. เขาทราย แกแล็คซี่

     ถ้าพูดถึงชื่อนี้หลาย ๆ คนคงรู้จักหรืออาจจะเคยได้ยินกันมา แม้ว่าจะไม่ใช่แฟนมวย เพราะ เขาทราย แกแล็คซี่ เรียกได้ว่าเป็น นักมวย ชื่อดังที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก สมัยที่ยังชกอยู่เขาได้รับฉายาว่า “ซ้ายทะลวงไส้” จากหมัดซ้ายที่หนักหน่วง และการชกลำตัวที่ยอดเยี่ยม เขาทรายจะได้รับชัยชนะอย่างงดงามแทบทุกครั้งของการชก ความนิยมในตัวเขาทรายมีถึงขนาดที่ว่า เมื่อใดที่เขาทรายชก ถนนในกรุงเทพฯ จะว่างเพราะทุกคนรีบกลับบ้านไปดูเขาทราย

     เขาทราย แกแล็คซี่ เป็นอดีตนักมวยแชมเปี้ยนโลกชาวไทย รุ่นซูเปอร์ฟลายเวต ( 115 ปอนด์ ) ของ สมาคมมวยโลก ( WBA ) เป็นแชมป์โลกคนที่ 9 ของไทย มีพี่ชายฝาแฝดคือ เขาค้อ แกแล็คซี่ ซึ่งเป็นอดีตแชมป์โลก รุ่นแบนตัมเวต WBA โดยมีระยะเวลาที่เป็นแชมป์โลกคู่กัน ทำให้เป็นแชมป์โลกคู่แฝดรายแรกของโลกอีกด้วย

     หลังครองตำแหน่งแชมป์โลก เขาทรายสามารถป้องกันตำแหน่งได้ถึง 19 ครั้งติดต่อกัน และเขาได้ประกาศแขวนนวมในฐานะ “แชมป์โลกผู้ไม่เคยแพ้ใคร” ตลอดระยะเวลาที่ครองตำแหน่ง 7 ปี ในปี พ.ศ. 2542 เขาทรายได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ “World Boxing Hall of Fame” ณ เมืองคานาสโตต้า รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ เขายังได้รับรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย จนอาจเรียกว่าเป็นนักกีฬาชาวไทยที่ได้รับเกียรติยศมากที่สุดก็ว่าได้

     หลังจากแขวนนวม เขาทรายได้ออกอัลบั้มเพลงมาชุดหนึ่ง เพื่อเป็นการขอบคุณแฟนๆ ที่ให้การสนับสนุน ปัจจุบันเขามีกิจการค้าขายหลายอย่าง และรับงานแสดงในวงการบันเทิงเป็นครั้งคราว ส่วนในวงการมวย มีเป็นเทรนเนอร์ให้กับ นักมวย อยู่บ้าง

 

3. สามารถ พยัคฆ์อรุณ

     สามารถ พยัคฆ์อรุณ แชมป์โลกคนที่ 10 ของไทย อดีต นักมวย หนุ่มหน้าตาดี ผู้มีเสียงเหน่อเป็นเอกลักษณ์ เจ้าของฉายา “พยัคฆ์หน้าหยก” สามารถชกมวยไทยครั้งแรกที่ จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2517 จากนั้นก็ตระเวนชกมวยฝึกฝีมือมาเรื่อย ๆ ถือเป็นนักมวยชั้นเชิงแพรวพราว สายตาดี ชกได้สนุก ชนะใจคนดู และประสบความสำเร็จอย่างมากในการชกมวยไทย

     โดยได้แชมป์ของสนามมวยเวทีลุมพินีถึง 4 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ รุ่นพินเวต ( 105 ปอนด์ ) รุ่นจูเนียร์ฟลายเวต ( 108 ปอนด์ ) รุ่นจูเนียร์แบนตัมเวต ( 115 ปอนด์ ) และรุ่นเฟเธอร์เวต ( 126 ปอนด์ )

     ต่อมา เขาเริ่มหันมาชกมวยสากลอาชีพ ชิงแชมป์โลกครั้งแรกในรุ่นซูเปอร์แบนตัมเวต ( 122 ปอนด์ ) ของสภามวยโลก ( WBC ) โดยเอาชนะน็อกแชมป์โลกไปได้ในยกที่ 5 กลายเป็นแชมป์โลกคนที่ 10 ของไทย หลังจากนั้น เขาก็ได้รับการกล่าวขานถึงเป็นอย่างมาก เพราะสามารถพิงเชือกโยกหลบหมัดของผู้ท้าชิงได้ด้วยสายตาอันว่องไวนับสิบ ๆ หมัด และชกสวนหมัดตรงเข้าปลายคางไปเพียงหมัดเดียว ก็เอาชนะน็อกผู้ท้าชิงไปได้อย่างน่าประทับใจ หลังจากแขวนนวม สามารถได้ออกอัลบั้มเพลง ปัจจุบันเขายังรับงานในวงการบันเทิงเป็นระยะ ๆ

 

4. สด จิตรลดา

      ในยุคที่กีฬามวยสากลอาชีพได้รับความนิยมสุดขีด เมืองไทยมีแชมป์โลกพร้อมกันถึง 3 คน คือ เขาทราย แกแล็คซี่, สามารถ พยัคฆ์อรุณ และอีกคนที่เชื่อว่าคนไทยไม่เคยลืมเขา นั่นก็คือ สด จิตรลดา แชมป์โลกชาวไทยคนที่ 8 รุ่นฟลายเวต ( 112 ปอนด์ ) ของสภามวยโลก ( WBC ) และแชมป์เดอะริง มีสถิติการชกทั้งหมด 29 ครั้ง ชนะ 23 ครั้ง แพ้ 4 ครั้ง เสมอ 1 ครั้ง ( ชนะน็อก 14 ครั้ง )

     ภาพจำของใครหลายคนเมื่อพูดถึง “สด จิตรลดา” ก็คือ เป็นมวยชกสนุก มีลีลาฟุตเวิร์กสวยงาม หมัดแย้บคม กล้าแลกกล้าชน แม้หมัดจะไม่หนักก็ตาม แต่ก็ถือว่าชนะใจคนดู ระหว่างเป็นแชมป์โลก สดได้เดินทางไปต่างประเทศชกป้องกันตำแหน่งหลายครั้ง ได้แก่ อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จาไมก้า และกลางทะเลทรายในประเทศคูเวต เกือบทุกครั้งจบลงด้วยความสวยสดงดงาม

     หลังจากป้องกันตำแหน่งได้ 6 ครั้ง จึงได้แขวนนวม ด้วยสภาพร่างกายและปัญหาด้านสายตาที่มีมากขึ้น ทำให้สดแพ้น็อกบ่อยครั้ง  สดจึงได้ศึกษาต่อจนจบปริญญาตรี นับเป็น นักมวย เพียงไม่กี่คนที่จบการศึกษาถึงระดับอุดมศึกษา หลังจากนั้นเขาได้ทำงานในสายอาชีพที่หลากหลาย รวมทั้งเคยเดินทางไปสอนมวยไทยที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และแคนาดาเป็นระยะเวลา 3 – 4 ปี ปัจจุบันได้กลับมาเปิดค่ายมวยไทยย่านนนทบุรี เพื่อสอนมวยให้เด็ก และเยาวชน ตลอดจนผู้สนใจในศิลปะมวยไทย

 

5. สมรักษ์ คำสิงห์

     คนสุดท้ายจะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ “สมรักษ์ คำสิงห์” อดีตนักชกอารมณ์ดี สนุกสนานเฮฮา  และมีวลีเด็ดคือ “ไม่ได้โม้” จนได้รับฉายาว่า “โม้อมตะ” เขาเป็นนักกีฬาทีมชาติไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง จากการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่น ในกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 26 ที่เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2539 และมีโอกาสได้เข้าเฝ้า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองโอลิมปิก

     สมรักษ์ เข้าสู่ทีมชาติครั้งแรกในการแข่งขันโอลิมปิก ที่บาร์เซโลนา ในปี พ.ศ. 2535 แต่ตกรอบแรก ต่อมา พ.ศ. 2536 ได้เหรียญทองมวยทหารโลกที่ประเทศอิตาลี แต่ไม่ได้ติดทีมชาติไปแข่งกีฬาซีเกมส์ในปีนั้นเพราะไม่พร้อม กระทั่งในปีถัดมา ( พ.ศ. 2537 ) เขาเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาเป็นครั้งแรก จากการเป็นนักกีฬาไทยที่ได้เหรียญทองเพียงคนเดียว ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 12 ที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น และโด่งดังถึงที่สุดในปี พ.ศ. 2539 เมื่อคว้าเหรียญทองจากโอลิมปิกมาได้ ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวไทยทุกคน

     ภายหลังจากได้เหรียญทองโอลิมปิก สมรักษ์ ก็กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ เขาได้รับรางวัล และการเชิดชูเกียรติจากหลายสถาบัน สมรักษ์ยังได้เลื่อนยศจาก จ่าเอก เป็น เรือตรี และด้วยบุคคลิกเฮฮา มีสีสัน น่าสนใจ งานในวงการบันเทิงจึงติดต่อเข้ามาหาเขาอย่างไม่ขาดสาย และฝีมือการชกก็ลดประสิทธิภาพลงเรื่อย ๆ พ่ายแพ้ในสนามการแข่งขันหลายครั้ง กระทั่งเขาเลิกชกมวยสากลสมัครเล่นอย่างเด็ดขาด ในปี พ.ศ. 2547 หลังจากนั้น นอกจากงานในวงการบันเทิงแล้ว เขาก็รับงานเป็นผู้บรรยายการแข่งขันมวย และมีขึ้นชกมวยในงานเฉพาะกิจอยู่บ้าง ปัจจุบัน สมรักษ์ยังคงมีงานในวงการบันเทิงอยู่เรื่อย ๆ รวมทั้งทำธุรกิจส่วนตัว มีค่ายมวยของตนเอง และเปิดสอนมวยไทยสำหรับผู้ที่สนใจด้วย

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

ประวัติศาสตร์มวยไทย

มวยไทยให้อะไรมากกว่าที่คิด

มวยไทย เพื่อการลดน้ำหนัก สร้างหุ่นฟิต

มวยไทย เพื่อการลดน้ำหนัก สร้างหุ่นฟิต

มวยไทย เพื่อการลดน้ำหนัก สร้างหุ่นฟิต

เป็นกระแสฮิตกันไปทั่วบ้านทั่วเมืองกับการฝึกมวยไทยเพื่อการลดน้ำหนัก ทั้งหนุ่มสาว เซเล็ปดาราพากันเห่อเทรนใหม่นี้กันทั่วหน้า เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ได้ประโยชน์เต็มๆ เรื่องการเผาผลาญ และช่วยให้รูปร่างฟิตแอนเฟริมอีกด้วย

 

มวยไทยลดน้ำหนัก

มวยไทย ถือว่าเป็นศิลปะของไทย มีประโยชน์ในการป้องกันตัว โดยไม่ต้องใช้อาวุธ มีมาช้านานตั้งแต่สมัยโบราณกาล และ ได้ถูกพัฒนามาเป็นกีฬา ในรูปแบบมวยไทยอาชีพ แต่ด้วยในสมัยก่อน วงการมวยถูกจำกัดโดยผู้ชมเฉพาะกลุ่ม และ มีภาพลักษณ์ไปในทางการพนัน และผู้มีอิธิพล เลยทำให้คนทั่วไปเข้าถึงกีฬาชนิดนี้ได้ยาก ทั้ง ๆ ที่มวยไทยนั้น ในสายตาชาวต่างชาติ ถือว่าเป็นศิลปะการต่อสู้ ที่ได้รับความนิยมมาก มีสถานที่สอนราคาแพง หรือ บางคนลงทุนบินข้ามน้ำข้ามทะเล เพื่อมาเรียนอย่างจริงจัง และ มวยไทยยังเป็นต้นแบบ ของกีฬาการต่อสู้อย่าง มวย K1 และ UFC

 

ปัจจุบัน ค่ายมวยหลาย ๆ ค่าย ต่างก็เปิดพื้นที่บริการ แก่คนทั่วไป เพื่อเข้าฝึกเพื่อการลดน้ำหนัก และ  การออกกำลังกาย ทั้งนี้จึงเป็นที่มาของกระแสมวยไทยในปัจจุบัน รวมถึงที่มีดาราเซเล็ปมากมาย ใช้มวยไทยเป็นการออกกำลังกาย เพื่อลดน้ำหนักบ้าง กระชับหุ่นบ้าง เพราะมวยไทยถือว่าเป็นกีฬาที่ใช้กล้ามเนื้อ และ ใช้พลังงานสูงมาก ถือเป็นการออกกำลังกาย แบบเต็มรูปแบบที่ดี เพราะคุณจะได้ใช้กล้ามเนื้อในทุกส่วน และ มันทำให้การเต้นหัวใจเพิ่มขึ้น เลือดสูบฉีด นี่ถือเป็นวิธีที่เหมาะสม ในการลดน้ำหนัก

 

วิธีการฝึก ที่ได้ผล

ควรหาสถานที่ฝึก แต่ไม่จำเป็นต้องเลือก ที่ฝึกราคาแพง เพราะทั้งนี้อยู่ที่การฝึกของเรา ต้องจริงจัง ใจสู้ การเลือกครูฝึกที่ดี ก็มีผล เพราะให้เราจะได้ท่าทางที่ถูกต้อง และ ปลอดภัย อย่าตัดสินใจ ฝึกมวยไทยเพื่อการลดน้ำหนัก ตามอย่างดารา ตามกระแส เพราะคุณจะเสียเงินไปเปล่า ๆ เพราะราคาค่าเทรน แต่ละครั้งไม่ใช่ถูก ๆอย่าคาดหวังว่า ไปฝึกมวยไทยแล้ว หน้าจะยังเป๊ะ เมคอัพเต็มไม่ไหล ไม่เยิ้ม เพราะคุณคิดผิด ไม่กลัวเจ็บ ฟกช้ำดำเขียว กับมวยไทยเป็นเรื่องธรรมดา

 

วิธีการเลือกที่ฝึก

การฝึกมวยไทย สามารถเลือกสถานที่ได้ตามสะดวก ใกล้บ้านของคุณ เราจะได้เข้าไปฝึกได้อย่างสม่ำ เสมอ ราคาพอเหมาะ พอควรกับฐานะ เพราะจากประสบการณ์ ค่าเทรนมวยไทยนั้น มีตั้งแต่เทรนฟรี ไปจนถึงครอส ละหลาย ๆ หมื่นบาท อยู่ที่สภาพค่ายมวย อุปกรณ์ และ สิ่งอำนวยความสะดวก เรื่องความรู้นั้น ไม่ต่างกันมาก เพราะทางค่ายเค้ารู้ว่า เรามาออกเพื่อการออกกำลังกาย เว้นแต่ถ้าจะจริงจังก็ต้องแจ้งกับทางค่าย เพื่อให้จัดการเทรนที่เฉพาะขึ้น และ จัดเทรนเนอร์ที่เหมาะสม กับระดับของเรา

ลักษณะการฝึก จะขึ้นอยู่กับสถานที่นั้น ๆ และ ตามที่ครูฝึกเป็นผู้กำหนด ซึ่งอาจจะมีการแบ่งระดับ ของผู้ฝึก เป็นระดับ Beginner Advance และ Professional โดยที่บางที่จะแบ่งเป็นกลุ่ม เทรนเนอร์ 1 คนกับนักเรียน 5 – 10 คน หรือ การฝึกแบบตัวต่อตัว ( ซึ่งอันนี้เหมาะกับระดับ Advance ขึ้นไป ) รูปแบบการฝึกจะต้องเริ่มต้น ด้วยการอบอุ่นร่างกาย วิ่ง หรือ กระโดดเชือก จากนั้น ชกลม ก่อนจะลงนวมล่อเป้า โดยเทรนเนอร์ และ มาบอร์ดีเวท แล้วจึง ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ( แล้วแต่ที่ฝึกด้วย ) ระยะเวลาการฝึก จะอยู่ที่ประมาณ 1 – 1.30 ชั่วโมง

 

ฟิตแอนด์เฟิร์ม ให้เห็นผล

มวยไทย เป็นการฝึก หรือ ออกกำลังกาย ที่ใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนอย่างเต็มที่ เหมาะกับเป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนักที่ดี ทั้งเบิร์นไขมันสะสม และ ก็เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อไปพร้อมกัน แค่ครั้งละ หนึ่งชั่วโมงครึ่ง สัก 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพียงแค่ 10 ครั้ง ก็จะเฟิร์มขึ้นจนรู้สึก ได้ชัดถึงความเปลี่ยนแปลงเลยทีเดียว

นอกจากนี้ การเปล่งเสียงออกมาอย่างเต็มที่ เวลาที่คุณเตะ หรือ ต่อย ออกไป จะช่วยเรื่องระบบการหายใจ พร้อมทั้งทำให้คุณ ได้ปลดปล่อยความเครียดด้วย

 

เล่นเอาท์ดอร์

สถานที่ที่เหมาะกับการฝึกมวยที่สุด ไม่ใช่ห้องแอร์ที่มีกากาศเย็นสบาย นั้นไม่ไช่เรื่องที่ดี แต่สถานที่ที่เหมาะที่สุดก็คือ เอาท์ดอร์ หรือการฝึกนอกสถานที่ นี่แหละ ที่ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงาน และฝึกความอดทนไปพร้อม ๆ กัน การฝึกมวยนอกห้องแอร์แบบนี้ จะทำให้คุณได้อยู่กับธรรมชาติ การหายใจก็จะดีกว่าอยู่ในห้อง แล้วพอฝึกไปสักพักก็ชิน รับมือกับสภาพอากาศได้ดีขึ้น และ หลังฝึกก็จะสดชื่นขึ้นด้วย

 

สวยแถมยังป้องกันตัวได้

การฝึกมวยไทย ต้องมีการ ชก เตะ และท่าทางต่าง ๆ ของมวยมาประยุกต์เป็นท่าออกกำลังกาย ดังนั้น นอกจากคุณจะได้เบิร์นแล้ว คุณยังได้ฝีไม้ลายมือในการป้องกันตัวติดไปด้วย ตั้งแต่การยืน เดิน ไปจนถึงการใช้หมัด เท้า เข่า ศอก แบบครบสูตร จากนั้นก็จะได้ฝึกกับเป้า และ กระสอบทราย และเมื่อคุณคุ้นชินกับท่าทางต่าง ๆ แล้ว ก็จะมีการสอนให้ว่าหากอยู่ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่ปลอดภัยจะมีวิธีการป้องกันตัว อย่างไรได้บ้างด้วย ถือเป็นผลพลอยได้ ที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับผู้หญิงเลยทีเดียว

 

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

อาหารสำหรับการฝึกแบบ นักมวย

รู้ไว้ ดูเป็น การนับคะแนนมวยไทย

 

 

 

รู้ไว้ ดูเป็น การนับคะแนนมวยไทย

รู้ไว้ ดูเป็น การนับคะแนนมวยไทย

1...2...3 น็อค !! ดีใจกับคนชนะด้วยนะคะ แต่ว่ามันตัดสินกันยังไงล่ะเนี่ย หลาย ๆ คนที่พึ่งเคยดูกีฬามวยไทยครั้งแรกก็อาจจะกำลังงงกับ การนับคะแนนมวยไทย ใช่ไหมล่ะคะ วันนี้ทางเราได้รวบรวมข้อมูล มาฝากเพื่อน ๆ กันแล้วค่ะ

 

 

มวยไทย เป็นกีฬาแบบไหน ?

มวยไทย เป็นศิลปะการต่อสู้ อันเป็นเอกลักษณ์ ของประเทศไทย ที่มีมาแต่โบราณ มีความโดดเด่นด้านเทคนิค การกอดคอต่อสู้ ซึ่งเป็นการใช้ทั้งกาย และใจ สำหรับการต่อสู้ ที่ใช้ร่างกายเป็นอาวุธ โดยเป็นที่รู้จักว่าเป็น ( นวอาวุธ ) ซึ่งประกอบด้วย การโจมตีจากร่างกายทั้ง หมัด ศอก เข่า และเท้า หากมีการเตรียมพร้อม ด้านร่างกายดี จะก่อให้เกิดอาวุธที่มีอานุภาพ มวยไทยได้เป็นที่แพร่หลาย ในระดับนานาชาติในช่วงศตวรรษที่ยี่สิบ เมื่อเหล่านักมวยไทย สามารถเป็นฝ่ายชนะ นักต่อสู้ที่มีชื่อเสียงในแขนงอื่น ซึ่งการแข่งขันมวยไทย ในระดับอาชีพ ได้รับการดูแลโดย สภามวยไทยโลก

 

 

การให้คะแนนของกีฬามวยไทยนั้น ต้องให้ตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

การชก หมายถึง อวัยวะ ( นวอาวุธ ) ที่ใช้ในการต่อสู้ คือ

  • หมัด
  • เท้า
  • เข่า
  • ศอก

 

 

 

 

 

การชกที่ได้คะแนน มีดังนี้

 

- นักมวยฝ่ายใดใช้ อาวุธมวยไทย ( หมัด - เท้า - เข่า - ศอก ) ได้โดยถูกต้องตามกติกา และกระทำถูก คู่แข่งขันได้มากกว่า ก็เป็นผู้ชนะไป

- นักมวยฝ่ายใด ที่ใช้อาวุธมวยไทย ตามลักษณะ แบบแผนมวยไทย โดยถูกต้องตามกติกา กระทำคู่ต่อสู้ ได้หนักหน่วง ชัดแจ้ง รุนแรง และถูกเป้าหมาย ที่สำคัญเป็นฝ่ายรุก กระทำได้มากกว่า เป็นฝ่ายชนะ

- นักมวยฝ่ายใด ใช้อาวุธมวยไทย กระทำคู่ต่อสู้ ให้เกิดบอบช้ำ บาดแผลที่เป็นอันตรายมากกว่า เป็นฝ่ายชนะ

- นักมวยฝ่ายใด เป็นผู้เดินเข้ากระทำ ( ฝ่ายรุก ) มากกว่า เป็นฝ่ายชนะ

- นักมวยฝ่ายใด เป็นผู้ ( รุก – รับ – หลบหลีก - ตอบโต้ ) ตามลักษณะ และชั้นเชิงมวยไทย ได้ดีกว่า เป็นฝ่ายชนะ

- นักมวยฝ่ายใด ที่มิได้กระทำฟาล์ว หรือกระทำฟาล์ว น้อยกว่า เป็นฝ่ายชนะ

 

 

 

การชกที่ไม่ได้คะแนน มีดังนี้

- การชกที่ละเมิดกติกาข้อหนึ่งข้อใด

- อาวุธที่กระทำไปถูก แขน หรือขา ของคู่แข่งขัน อันเป็นลักษณะ ของการป้องกัน ของคู่แข่งขัน

- อาวุธที่กระทำถูก คู่แข่งขัน แต่เบาเกินไป หรือก็คือไม่มีน้ำหนัก ส่งจากร่างกาย เช่น ตัว ลำตัว หรือไหล่

 

 

การฟาล์ว

ระหว่างการชก แต่ละยกนั้น ผู้ตัดสินต้องคำนึง ถึงความสำคัญของการฟาล์ว และตัดคะแนนตาม ที่ผู้ชี้ขาดสั่งให้ตัดคะแนน ถ้าผู้ตัดสินเห็นการฟาล์ว อย่างชัดเจน โดยผู้ชี้ขาดไม่ได้สังเกต และตัดคะแนนผู้แข่งขัน ที่กระทำฟาล์วนั้น ผู้ตัดสินจะต้องประเมิน ดูความรุนแรงของการฟาล์ว และตัดคะแนน ไปตามความเหมาะสม พร้อมทั้งระบุไว้ด้วยว่า ทำฟาล์วด้วยเหตุใด

 

เกี่ยวกับการให้คะแนน

- ในแต่ละยก มีคะแนนเต็ม 10 คะแนน และให้คู่แข่งขัน ลดลงไปตามส่วน คือ ( 9 – 8 – 7 ) คะแนน

- ในยกที่เสมอกัน จะได้ฝ่ายละ 10 คะแนน

- ผู้ชนะในยกนั้น จะได้คะแนน 10 คะแนน ผู้ที่แพ้ได้ 9 คะแนน ( 10 : 9 )

- ผู้ชนะในยก ที่ชัดเจนมาก จะได้คะแนน 10 คะแนน ผู้ที่แพ้ได้ 8 คะแนน ( 10 : 8 )

- ผู้ชนะในยกนั้น และได้นับ 1 ครั้ง จะได้คะแนน 10 ผู้ที่แพ้ได้ 8 คะแนน ( 10 : 8 )

- ผู้ชนะที่ชัดเจนมาก ในยกนั้น และได้นับ 1 ครั้ง จะได้คะแนน 10 ผู้ที่แพ้ได้ 7 คะแนน ( 10 : 7 )

- ผู้ชนะในยกนั้น และได้นับสองครั้ง จะได้คะแนน 10 ผู้ที่แพ้ได้ 7 คะแนน ( 10 : 7 )

- นักมวยที่กระทำฟาล์ว ต้องไม่ได้คะแนนเต็ม ในยกที่ถูกตัดคะแนน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ไหว้ก่อนชก ประเพณีอันดีงาม

มวยไทย กับแฟชั่นที่ดังไกลไปถึง Runway

อาหารสำหรับการฝึกแบบ นักมวย

อาหารสำหรับการฝึกแบบ นักมวย

อาหารสำหรับการฝึกแบบ นักมวย

เป็นเรื่องปกติที่นักมวย หรือคนที่กำลังเล่นกล้าม จะรู้สึกว่ากินยากกว่าคนที่ออกกำลังกายปกติ เพราะว่าพวกเขาต้องควบคุมอาหารการกิน และ ต้องให้สารอาหารที่เพียงพอต่อกล้ามเนื้อ และ พลังงานที่ต้องใช้ และสูญเสียไป การกินจึงมีความยากกว่า

 

การรับประโยชน์ที่สูงสุดจากการฝึกซ้อมของ นักมวย ( Muay Thai ) จำเป็นต้องได้รับการเติมเชื้อเพลิง และ ควรให้น้ำอย่างเหมาะสม การรับประทานผัก และ ผลไม้ ที่หลากหลายชนิด เพื่อให้ได้รับวิตามิน และแร่ธาตุที่หลากหลายจำนวนมาก จึงเป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ และ การฟื้นตัวที่ดี อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตก็สำคัณ การได้รับอย่างเพียงพอ เช่น ขนมปังธัญพืชซีเรียล ฯลฯ ก็ช่วยได้ โดยเฉพาะก่อน และหลังการฝึก จะช่วยกระตุ้น และ ส่งเสริมการฟื้นตัวได้ดียิ่งขึ้น การบริโภคโปรตีนประเภทต่าง ๆ เช่น เนื้อสัตว์ นม ฯลฯ ก็ควรทานในตลอดทั้งวัน ในระดับปานกลางหลาย ๆ มื้อด้วยเช่นกัน

 

ความต้องการน้ำ สำหรับนักมวย

นักกีฬา หรือ นักมวยหลายคนที่ออกกำลังกายอย่างหนัก ต้องสูญเสียเหงื่ออย่างมาก เพื่อการทดแทนน้ำที่สูญเสียไป ก็ควรจิบน้ำอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามการคายน้ำ อาจทำให้กำลังขับลดลงความสามารถในการใช้ออกซิเจน นอกจากนี้ อาจทำให้ผลกระทบ ของการถูกกระทบกระแทก หรือ การบาดเจ็บที่ศีรษะแย่ลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการชกมวย

 

การดูแลให้นักกีฬา ได้รับน้ำ หรือความชุ่มชื้นอย่างพอเหมาะในแต่ละวัน ตั้งแต่การ ฝึกซ้อม ในการส่งเสริมประสิทธิภาพ และ สุขภาพที่ดี นักกีฬาควรดื่มของเหลวพร้อมอาหาร และ ของว่างทุกมื้อ และ ดื่มระหว่างการฝึก โดยทั่วไปแล้ว เครื่องดื่มกีฬาไม่จำเป็นต้องใช้ในการฝึกซ้อม แต่อาจมีประโยชน์ในการแข่งขัน

 

เป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักมวย และโค้ช หรือ พี่เลี้ยง ที่จะต้องเข้าใจการทานอาหาร และ การลดน้ำหนัก ในระยะสั้น และ ระยะยาว การลดน้ำหนักในระยะยาว จำเป็นต้องลดไขมันในร่างกาย และ สามารถทำได้โดยการลดปริมาณพลังงานทั้งหมด ในช่วงเวลานี้สิ่งสำคัญ คือ ต้องบริโภคอาหารที่ตอบสนองความหิว ลดพลังงานอย่างเหมาะสม เพื่อลดไขมันในร่างกาย แต่ยังช่วยฝึกอบรม และ ส่งเสริมการฟื้นตัว ดังนั้นนักมวย จึงต้องมีกลยุทธ์ในการบริโภคอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อน  และ หลังการฝึกอบรมเพื่อช่วยกระตุ้น และ ฟื้นตัวจากช่วงสำคัญ การลดการบริโภคพลังงานควรมาจากการ จำกัด อาหารเสริม และ ลดการบริโภคคาร์โบไฮเดรตในวันพักผ่อน และ อยู่ห่างจากช่วงสำคัญ ๆ

 

สำหรับนักกีฬาบางคน อาจต้องอดอาหารข้ามมื้อ หรือลดปริมาณของอาหาร ที่บริโภคในวันก่อนชั่งน้ำหนัก เพื่อเป็นการรช่วยในการลดน้ำหนัก แม้ว่าจะได้ผล แต่วิธีนี้จะช่วยลดการบริโภคพลังงาน และสารอาหารที่จำเป็น แต่ก็ยังมีวิธีอื่น ๆ เช่น การลดการบริโภคเกลือ การลดปริมาณของเหลวลง และ การรับประทานอาหารที่มีกากน้อยลง

 

กินอะไร ถึงจะแข็งแรงเหมือนกับ นักมวย

อย่างที่รู้กันดีว่า ในการเป็นมวยนั้น ต้องมีการฝึกซ้อมอยากหนัก อาหารการกินของนักมวยนั้น ก็ย่อมมีปริมาณที่มากกว่าคนธรรมดาทั่วไปอยู่แล้ว แต่สำหรับนักมวยบางคน หรือผู้ที่จัดการดูแลเรื่องการกินของนักมวย ก็มีสูตรการกินอาหาร ในแต่ละวันที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งขึ้นอยู่กับการฝึก และความชอบของแต่ละผู้เล่นด้วย

 

รับประทานอาหารของ นักมวย

ผู้ที่ฝึกเป็น นักมวย จะทานวันละ 3- 4 มื้อ มื้อเช้าประกอบด้วย ไข่ขาวปั่นกับข้าวโอ้ต ตามด้วย เบคอนไก่งวง มื้อกลางวันกับมื้อเย็นจะหนักหน่อย แต่ในหนึ่งวันนั้น ต้องครบ 5 หมู่แน่นอน เช่น สลัด โปรตีนจากเนื้อไบซัน มีตโลฟไก่งวง ตามด้วยพวกอาโบไฮเดรต คือ แป้ง อาทิ ข้าว พาสต้า มัน เมื่อทานของหลักแล้ว ก็ตามด้วย ผลไม้ และโยเกิร์ต นอกจากอาหารหลักแล้ว ยังมีของกินเล่นระหว่างมื้อด้วย เช่น ผลไม้ มีทบอล โปรตีนเชค ฮุมมูสกับขนมปัง อโวคาโด แต่การกกินนี้ไม่ใช่ทุกคน ก็ขึ้นอยู่กับผู้ดูแลนักมวย หรือตัวนักมวยเองด้วย

 

อาหารที่ช่วยบำรุงสมอง ก็มีความจำเป็นเช่นกัน ไม่ใช่แค่บำรุงเฉพาะกล้ามเนื้อ หรือร่างกายเท่านั้น 80% ของอาหารที่ทาน ส่วนใหญ่เป็น ผัก โฮลเกรน ข้าวกล้อง ข้าวฟ่าง และอีก 20% จะเป้นเนื้อสัตว์ที่ไม่มีไขมัน เช่น เป็ด ไก่ ปลา เน้นที่ปลาแซลมอนเป็นหลัก ที่แปลกคือ สเต็กเนื้อ แต่ต้องเป็นเนื้อจากวัวที่เลี้ยงด้วยหญ้าออแกนิคพร้อมกับปรุงโดยน้ำมันมะกอก และน้ำ มันมะพร้าวเท่านั้น ปรุงด้วยเกลือ

 

อาหารนักมวย เคล็ดลับทางโภชนาการอื่นๆ

นักนักมวยที่อายุน้อย ควรได้รับอนุญาตให้เลื่อนระดับน้ำหนัก เมื่ออายุมากขึ้น หรือ โตขึ้น และก็ควรมุ่งเน้นฝึกฝนการพัฒนาทักษะการต่อสู้ และการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย ไม่ควรเน้นการลดน้ำหนักอย่างเดียว

 

นักกีฬาที่มีประสบการณ์ และมีอายุมากขึ้น ควรพัฒนาแผนการลดน้ำหนัก และการพักฟื้นส่วนบุคคล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และ เลือกแผนกน้ำหนักที่แข่งขัน ได้ร่วมกับนักกำหนดอาหารด้านกีฬาที่ได้รับการรับรอง

 

วิธีการสร้างน้ำหนัก และปรับตัว ก่อนการแข่งขัน

อาหารของนักมวย มีความจำเป็นที่ต้องทานอาหารเสริม ร่วมกับคำแนะนำจาก ผู้ที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอาหารด้านกีฬา ที่ได้รับการรับรองด้วยเช่นกัน ในอาหารเสริมบางชนิด ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า มีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น ผงโปรตีนครีเอทีน และ เครื่องดื่ม เพื่อการกีฬาในขณะที่นักกีฬาคนอื่น ๆ อาจใช้เนื่องจากรับรู้ถึงประโยชน์ ( รู้สึกดีขึ้น ) เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่พิสูจน์แล้ว

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

กฎกติกา ของกีฬามวยไทย

ประวัติศาสตร์มวยไทย

 

ประวัติศาสตร์มวยไทย

ประวัติศาสตร์มวยไทย

อาวุธอื่น ๆ เพื่อใช้ในการต่อสู้ นอกจากนี้ การฝึกต่อสู้โดยใช้ร่างกาย มีประโยชน์มาก ในยามบ้านเมืองไม่มีสงคราม ทักษะการต่อสู้ด้วยการใช้หมัด เข่า และศอก ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในการฝึกซ้อม ของกองทัพสุโขทัย

 

ในยามสงบ การฝึกมวยไทย ( Muay Thai ) จะเป็นกิจกรรมแบบไม่แบ่งชนชั้น โดยบรรดาชายไทยวัยหนุ่ม จะได้รับทักษะการต่อสู้ และป้องกันตัว ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมล่วงหน้า ก่อนเข้ารับราชการทหาร ศูนย์ฝึกซ้อมส่วนใหญ่ จัดขึ้นที่บริเวณรอบเมือง โดยเฉพาะสำนักสมอคร ในแขวงเมืองลพบุรี รวมถึงมีการสอนตามลานวัด โดยมีพระภิกษุเป็นผู้ฝึกสอน

 

ในช่วงเวลานี้ มวยไทย ( Muay Thai ) ได้รับการยกย่อง เป็นศิลปะชั้นสูงทางสังคม และนำมาใช้จริง ในการพัฒนาสมรรถภาพ ทางกายแก่นักรบ การสร้างความแข็งแกร่ง และความกล้าหาญ ต่อผู้ปกครองบ้านเมือง พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์แรกของสุโขทัย ทรงเชื่อมั่นในประโยชน์ของมวยไทย จึงส่งราชโอรสสองพระองค์ ไปยังสำนักสมอคร เพื่อเตรียมความพร้อม ในการสืบทอดราชบัลลังก์ ระหว่างปี พ.ศ. 1818 ถึง 1860 พ่อขุนรามคำแหง ทรงนิพนธ์ตำหรับพิชัยสงคราม ที่มีการกล่าวถึงมวยไทย เช่นเดียวกับทักษะการต่อสู้อื่น ๆ

 

 

สมัยกรุงศรีอยุธยา

 

สมัยกรุงศรีอยุธยา อยู้ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 1988 ถึง พ.ศ. 2310 ในช่วงนี้มีสงคราม จำนวนมาก ระหว่างไทย พม่า และกัมพูชา จึงได้มีการฝึกพัฒนาทักษะ ด้านมวยไทย ( Muay Thai ) เพื่อการป้องกันตัว อาจารย์ผู้ถ่ายทอด ศิลปะการต่อสู้นี้ ให้แก่ชาวไทย ไม่ได้มีจำกัดเฉพาะ ในพระบรมมหาราชวัง ดังเช่นก่อนหน้านี้ โดยมีสำนักดาบพุทไธสวรรย์ ที่ได้รับความนิยมในสมัยนี้ มีนักเรียนหลายคน เข้ามาเรียนรู้เรื่องระเบียบวินัย พวกเขาฝึกวิชาดาบ และการต่อสู้ระยะประชิด ด้วยดาบหวาย จากการเรียนรู้การต่อสู้ โดยไม่ใช้อาวุธของทหารนี้เอง ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ มวยไทยโบราณ ซึ่งเป็นรูปแบบดั้งเดิมของมวยไทย โดยสำนักมวยในยุคนั้น ได้เริ่มถ่ายทอดความรู้นี้ ให้แก่ประชาชน

 

 

การพัฒนามวยไทย เป็นการกีฬาต่อสู้ป้องกันตัว

 

ในปัจจุบัน นักมวยต้อง สวมนวมขนาด  4  ออนซ์ แต่งกายแบบนักกีฬามวยคือ สวมกางเกงขาสั้น สวมกระจับ สวมปลอกรัดเท้า หรือไม่ก็ได้ เครื่องรางของขลัง ผูกไว้ที่แขนท่อนบนได้ ส่วนเครื่องรางอื่น ๆ ใส่ได้เฉพาะตอนร่ายรำไหว้ครู แล้วให้ถอดออก ตอนเริ่มทำการแข่งขัน

 

ในการแข่งขัน มีกรรมการผู้ชี้ขาดบนเวที 1 คน กรรมการให้คะแนน ข้างเวที 2 คน จำนวนยกในการแข่งขันมี 5 ยก ยกละ 3 นาที พักระหว่างยก 2 นาที การแข่งขันแบ่งเป็นรุ่น ตามน้ำหนักตัวของนักมวย เหมือนกับหลักเกณฑ์ ของมวยสากล อวัยวะที่ใช้ในการต่อสู้คือ หมัด เท้า เข่า ศอก เข้าชก เตะ ถีบ ถอง เป็นต้น ได้ทุกส่วนของร่างกาย โดยไม่จำกัดที่ที่ชก แม่ไม้มวยไทย ที่มีอันตรายสูงบางท่า ถูกห้ามใช้เด็ดขาด อาทิ ท่าหลักเพชร  เป็นท่าจับขาแล้วหักด้วยการนั่งทับ เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตาม การชกในปัจจุบันส่วนใหญ่ มุ่งเพื่อผลแพ้ชนะ และมีผลประโยชน์ทางธุรกิจ เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ศิลปะและแก่นแท้ของมวยไทย นับวันจะเลือนหายไป ถึงแม้จะมีหลักสูตรการเรียน กันในบางสถาบันการศึกษาก็ตาม เป็นที่น่ายินดีที่ปัจจุบัน มีการเรียน การสอนมวยไทย ในระดับบัณฑิตศึกษา คือ วิทยาลัยมวยไทยศึกษา และการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏ หมู่บ้านจอมบึง จังหวัดราชบุรี เริ่มเปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขามวยไทย ใน พ.ศ. 2546 หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขามวยไทยศึกษา ตั้งแต่ พ.ศ. 2548 และต่อมาพัฒนาเป็นหลักสูตร ในระดับปริญญาเอกชื่อว่า หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขามวยไทยศึกษา ( ปัจจุบันมีการสอน ในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก โดยยกเลิกหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต )

 

จึงเริ่มพัฒนาเข้าสู่ วิชาการเรียนการสอน เพื่อการอนุรักษ์ และแสวงหาคุณค่า ทางภูมิปัญญาไทย มากขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน โดยมีคณาจารย์ประจำหลักสูตร เช่น ดร. ศักดิ์ชัย ทัพสุวรรณ นายกสมาคม สภามวยไทยสมัครเล่นโลก ดร. แสวง วิทยพิทักษ์ กรรมการเทคนิคผู้ตัดสินมวยไทย จากสนามมวยราชดำเนิน รองศาสตราจารย์ ดร. สมพร แสงชัย เจ้าตำรับครูมวย พระยาพิชัยดาบหัก รวมไปถึง รองศาสตราจารย์ชัยสวัสดิ์ เทียนวิบูลย์ ครูมวยสยามยุทธ์ นอกจากนี้ยังมี รองศาสตราจารย์ ดร. เสรี พงศ์พิศ ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิปัญญาไทย มาช่วยกันสร้างสรรค์จรรโลง ให้องค์ความรู้ของบรรพบุรุษ ที่มีมานานนับสองพันปี ให้อยู่ยั่งยืนตลอดไปชั่วลูกชั่วหลาน

 

.

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ไหว้ก่อนชก ประเพณีอันดีงาม

มวยไทย กับแฟชั่นที่ดังไกลไปถึง Runway

กฎกติกา ของกีฬามวยไทย

กฎกติกา ของกีฬามวยไทย

 

กฎกติกา ของกีฬามวยไทย

ในกีฬาทุกประเภท ย่อมมีกฎกติกาอยู่แล้ว ซึ่งในการแข่งขันมวยไทย ก็เช่นกัน เป็นข้อกำหนดให้ผู้แข่งขันต้องเคารพนับถือ เพื่อให้เกิดชัยชนะ ที่ผู้เล่นจะรู้สึกถึงความสมศักดิ์ศรี แล้วในกฎกติกาการแข่งขันมวยไทยนั้นมีอะไรบ้าง มาดูกัน

ในการแข่งขันที่มีกฎกติกา มักเป็นการแข่งขันที่เปี่ยมไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม การแข่งขันมวยไทยก็มีเช่นกัน ต้องมีการวางกติกาให้ผู้เข้าแข่งขันปฏิบัติเหมือนกับกีฬาประเภทอื่น ๆ เพื่อความเป็นระเบียบ และยุติธรรมต่อผู้แข่งขันทุกฝ่าย กฎกติกามวยไทยที่ใช้ในปัจจุบัน มีการแก้ไขปรับปรุงอยู่เรื่อย ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับการแข่งขันตามยุคสมัย กติกาการแข่งขันมวยไทยมีมาตั้งแต่ ครั้งเมื่อก่อตั้งสนามมวยราชดำเนินขึ้น โดยได้นำกฎกติกาของมวยสากลที่มีการแข่งขันกันอยู่ในเวลานั้นมาปรับปรุงใช้กับมวยไทย แล้วค่อย ๆ ปรับปรุงจนมาเป็นแบบปัจจุบันนี้ ถูกออกโดยสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวยให้ใช้โดยทั่วกันทุกสนามชก เพื่อให้มาตรฐานเดียวกัน กติกามวยไทยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ยุค คือ

 

กติกาการแข่งขันมวยไทย สมัยโบราณ

มวยไทย ก็เหมือนกับกีฬาประเภทอื่น ๆ ที่ต้องผ่านการฝึกสอน และแข่งขันในประเทศไทยมาตั้งแต่อดีต ในกติกาการแข่งขันมวยไทยสมัยโบราณ อาจจะพูดไม่ได้อย่างเต็มปากว่า มีกติกา เพราะในอดีตการเปรียบเทียบเพื่อชกจะยึดหลักความสมัครใจเป็นหลัก ไม่มีการชั่งน้ำหนัก มีความเชื่อว่าขนาดของร่างกาย น้ำหนัก อายุ และส่วนสูงมีความสำคัญน้อยกว่าฝีมือการรชกมากกว่า และในระหว่างชกก็ไม่มีการกำหนดยกในการแข่งขัน โดยจะชกกันจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะไม่สามารถชกต่อได้อีก ผู้ชนะ คือ คนที่ยืนอยู่ คนที่น็อค คือ แพ้ แม่ไม้มวยไทยทุกท้วงท่าสามารถนำมาใช้ในการแข่งขันได้ทั้งหมด ใช้กะลาเจาะรูปเป็นนาฬิกาสำหรับการแข่ง ถ้ากะลาจมถือว่าหมดยก ทำให้ไม่มีมาตรฐานเท่าที่ควรเพราะกะลามีใบเล็กใบใหญ่ขนาดไม่เท่ากัน  และรูที่เจาะก็มีรูเล็กรูใหญ่ไม่เท่ากัน อีกทั้งในอดีตยังไม่มีการกำหนดมุมแดงและมุมน้ำเงิน ให้คาดเชือกที่หมัดทั้งสองข้าง

 

กติกาการแข่งขันมวยไทย สมัยปัจจุบัน

ในปัจจุบันกีฬามวยมีกฎที่ชัดเจนกว่ายุก่อนมาก ทั้งนักมวยต้องสวมนวมขนาด 4 ออนซ์ แต่งกายตามรูปแบบนักกีฬามวย เช่น สวมกางเกงขาสั้นสวมกระจับ แต่จะสวมปลอกรัดเท้าหรือไม่ก็ได้ สามารถผูกเครื่องรางของขลังไว้ที่แขนท่อนบนได้ แต่เครื่องรางอื่น ๆ ใส่ได้เฉพาะตอนรำไหว้ครูเท่านั้น แล้วต้องถอดออกตอนแข่งขัน ในการแข่งขันมีกรรมการผู้ชี้ขาดบนเวที 1 คนกรรมการให้คะแนนข้างเวที 2 คน จำนวนยกในการแข่งขันมีกรรมการผู้ชี้ขาดบนเวที 1 คนกรรมการให้คะแนนข้างเวที 2 คน จำนวนยกในการแข่งขันมี 5 ยก ยกละ 3 นาที พักระหว่างยก 2 นาที

ในการแข่งขันมวยไทย แบ่งเป็นรุ่นตามน้ำหนักตัวของนักมวย เหมือนกับหลักสากลของมวยสากลเช่นกัน ซึ่งในมวยไทยจะใช้อวัยวะในการต่อสู้ คือ หมัด เท้า เข่า ศอก มวยไทยสามารถใช้ได้ทุกส่วนของร่างกาย โดยไม่จำกัดเลย ทำให้มวยไทยมีความอันตรายมาก ในปัจจุบันทำให้มีกติกาเข้ามากำหนด เพื่อความปลอดภัย

 

 การจำแนกรุ่น มี 19 รุ่น ดังนี้

1. รุ่นพินเวท (Pinweight) โดยน้ำหนักต้องเกิน 93 ปอนด์ หรือประมาณ 42.272 กิโลกรัม แต่จะไม่เกิน 100 ปอนด์ ประมาณ45.454 กิโลกรัม

2. รุ่นมินิฟลายเวท (Mini flyweight) โดยน้ำหนักต้องเกิน 100 ปอนด์ หรือประมาณ 45.454 กิโลกรัม แต่จะไม่เกิน 105 ปอนด์ ประมาณ 47.727  กิโลกรัม

3. รุ่นไลท์ฟลายเวท (Light flyweight) โดยน้ำหนักตัวต้องเกิน 105 ปอนด์ หรือประมาณ 47.727 กิโลกรัม แต่จะไม่เกิน 108 ปอนด์ ประมาณ 48.988 กิโลกรัม

4. รุ่นฟลายเวท (flyweight) โดยน้ำหนักตัวต้องเกิน 108 ปอนด์ หรือประมาณ 48.988 กิโลกรัม แต่จะไม่เกิน 112 ปอนด์ ประมาณ 50.802  กิโลกรัม

5. รุ่นซูเปอร์ฟลายเวท (Super flyweight) โดยน้ำหนักตัวต้องเกิน 112 ปอนด์ หรือประมาณ 50.802 กิโลกรัม แต่จะไม่เกิน 115 ปอนด์ ประมาณ 52.163 กิโลกรัม

6. รุ่นแบนตั้มเวท (Bantamweight) โดยน้ำหนักตัวต้องเกิน 115ปอนด์ หรือประมาณ 52.163 กิโลกรัม แต่จะไม่เกิน 118 ปอนด์ ประมาณ 53.524 กิโลกรัม

7. รุ่นซูเปอร์แบนตั้มเวท (Super Bantamweight) โดยน้ำหนักตัวต้องเกิน118ปอนด์ หรือประมาณ 53.524 กิโลกรัม แต่จะไม่เกิน 122 ปอนด์ ประมาณ 55.338 กิโลกรัม

8. รุ่นเฟเธอร์เวท (Featherweight) โดยน้ำหนักตัวต้องเกิน 122ปอนด์ หรือประมาณ 55.338 กิโลกรัม แต่จะไม่เกิน 126 ปอนด์ ประมาณ 57.153 กิโลกรัม

9. รุ่นซูเปอร์เฟเธอร์เวท (Super Featherweight) โดยน้ำหนักตัวต้องเกิน 126 ปอนด์ หรือประมาณ 57.153 กิโลกรัม แต่จะไม่เกิน130 ปอนด์ ประมาณ 58.967 กิโลกรัม

10. รุ่นไลท์เวท เวท (Lightweight) โดยน้ำหนักตัวต้องเกิน 130 ปอนด์ หรือประมาณ 58.967 กิโลกรัม แต่จะไม่เกิน 135 ปอนด์ ประมาณ 61.235 กิโลกรัม

11. รุ่นซูเปอร์ไลท์เวท (Super Lightweight) โดยน้ำหนักตัวต้องเกิน 135 ปอนด์ หรือประมาณ 61.235 กิโลกรัม แต่จะไม่เกิน 140 ปอนด์ ประมาณ 63.503 กิโลกรัม

12. รุ่นเวลเตอร์เวท (Welterweight) โดยน้ำหนักตัวต้องเกิน 140 ปอนด์ หรือประมาณ 63.503 กิโลกรัม แต่จะไม่เกิน 147 ปอนด์ ประมาณ 66.678 กิโลกรัม

13. รุ่นซูเปอร์เวลเตอร์เวท (Super welterweight) โดยน้ำหนักตัวต้องเกิน 147 ปอนด์ หรือประมาณ 66.678 กิโลกรัม แต่จะไม่เกิน 154 ปอนด์ ประมาณ 69.853 กิโลกรัม

14. รุ่นมิดเดิลเวท (Middleweight) โดยน้ำหนักตัวต้องเกิน 154 ปอนด์ หรือประมาณ 69.853 กิโลกรัม แต่จะไม่เกิน 160 ปอนด์ ประมาณ 71.575 กิโลกรัม

15. รุ่นซูเปอร์มิดเดิลเวท (Super middleweight) โดยน้ำหนักตัวต้องเกิน 160 ปอนด์ หรือประมาณ 71.575 กิโลกรัม แต่จะไม่เกิน 168 ปอนด์ ประมาณ 76.374 กิโลกรัม

16. รุ่นไลท์เฮฟวี่เวท (Light heavyweight) โดยน้ำหนักตัวต้องเกิน 168 ปอนด์ หรือประมาณ 76.374 กิโลกรัม แต่จะไม่เกิน 175 ปอนด์ ประมาณ 79.379 กิโลกรัม

17. รุ่นฟลายเวท (Flyweight) โดยน้ำหนักตัวต้องเกิน 175 ปอนด์ หรือประมาณ 779.379 กิโลกรัม แต่จะไม่เกิน 190 ปอนด์ ประมาณ 86.183 กิโลกรัม

18. รุ่นเฮฟวี่เวท (Heavyweight)  โดยน้ำหนักตัวต้องเกิน 190 ปอนด์ หรือประมาณ 86.183 กิโลกรัม แต่จะไม่เกิน 200 ปอนด์ ประมาณ 90.900 กิโลกรัม

19. รุ่นซูเปอร์เฮฟวี่เวท (Super heavyweight)  โดยน้ำหนักตัวต้องเกิน 200 ปอนด์ขึ้นไป หรือประมาณ 90.900 กิโลกรัมขึ้นไป

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ของขลังนักมวยโบราณ

ออกกำลังกาย สร้างกล้ามแบบนักมวย

 

 

ออกกำลังกาย แบบฉบับนักมวยอาชีพ

ออกกำลังกาย แบบฉบับนักมวยอาชีพ

กีฬามวยในประเทศไทยของเรา ถือว่าเป็นกีฬาอันดับต้น ๆ ที่มีคนรู้จักและให้ความสนใจเป็นอย่างมากที่สุด อาจจะพูดได้ว่า เป็นกีฬาประจำชาติของเราเลยก็ว่าได้ เราจะเห็นว่า เรามีนักมวยอาชีพเก่ง ๆ เยอะแยะมากมาย แต่กว่าที่เขาจะเป็น นักมวยอาชีพเนี่ย เขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง

 

หากใครเคยผ่าน หรือมีโอกาสได้ เข้าไปเห็นบรรยากาศ การซ้อมมวย ภายในยิมมวย หรือค่ายมวยต่าง ๆ ก็จะรู้ดีว่า แหล่านักมวยนั้น เขาซ้อมกันอย่าง หนักหน่วงมากเพียงใด เขาจะต้องอดทน ต่อการฝึกซ้อม การควบคุม อาหารการกิน น้ำหนัก เพื่อให้มีร่างกายที่ดีที่สุด แข็งแกร่งที่สุด

 

วันนี้เรามีท่า ที่เหล่านักมวยอาชีพ เขาใช้ในการสสร้างร่างกาย แบบนักมวยมาฝากกัน เริ่มจาก

 

ท่าไหล่ดัน ( Shoulder Presses )

ท่าไหล่ดัน ( Shoulder Presses ) เป็นท่าที่สร้างกล้ามเนื้อ หัวไหล่ได้อย่างดี โดยอุปกรณ์ที่ใช้เป็นหลัก คือ ดัมเบล ( Dumbbell ) ถ้าหากไม่มีจะใช้ เป็นขวดน้ำก็ได้ แล้วจับให้มั่นจากนั้น ดันขึ้นเหนือหัว ละลง อย่างต่อเนื่อง

 

วิดพื้นแบบตบมือ ( Clap Press – Up )

วิดพื้นแบบตบมือ ( Clap Press – Up ) เป็นวิธีการ ออกกำลังกายที่ง่าย และสามารถทำตอนไหนก็ได้ ท่านี้ไม่ได้เพิ่มแค่ ความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อ เพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยปรับเรื่องของ Body Balance ที่จำเป็นอย่างมาก สำหรับนักมวย

 

แพลงค์ ( Plank )

เป็นท่าที่ทำยาก และทรมานที่สุด เพราะต้องอาศัย ความแข็งแรง ของร่างกายหลาย ๆ ส่วน เป็นท่านักมวยทุกคน ให้ความสำคัญ ลองทำควบคู่กับการ Crunches และ Sit Up จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น Plank จะเสริมสร้างความแข็งแรง ของร่างกายส่วนกลาง ให้ทนต่อหมดหนัก ๆ ของคู่ต่อสู้

 

คาร์ดิโอ ( Cardio )

ถ้าอยากมีหุ่นที่ฟิต แบบนักมวย ต้องเริ่มจาก คาร์ดิโอ ( Cardio )  เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ทำโดยการ ซิทอัพ วิ่ง กระโดดเชือก ต้องฝึกแบบการกระโดด ที่หลากหลาย และการฝึกความแข็งแรง ของร่างกายในส่วนต่าง ๆ เช่น การดึงข้อ การบริหารกล้ามเนื้อ หลังแขน การวิดพื้น และการฝึกด้วยลูกบอล เทรนนิ่งในท่าทางต่าง ๆ

 

ฟุ้ตเวิร์ค ( Foot work )

ฟุ้ตเวิร์ค ( Foot work ) ฝึกเพื่อใช้ในการหลบหลีก หมัดของคู่ต่อสู้ ความว่องไวในการ Foot work จะช่วยเพิ่มความสามารถ ในการรับมือ ในการต่อสู้ กับคู่ชกได้อย่างดี

 

ท่าชกเงา ( Shadow Boxing )

ท่าชกเงา ( Shadow Boxing ) เป็นการฝึกชกลม เพื่อให้นักชกฝึกการออกหมัด และท่าทางที่ถูกต้อง การชกลมเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการสร้างเทคนิคการชก การรักษาน้ำหนักความแข็งแรงของร่างกาย และสามารถฝึกที่ไหนก็ได้ ที่ทำให้เราขยับช่วงบนได้อย่างเป็นอิสระมากขึ้น

 

Bag Work

 

( Bag Work ) คือการต่อยกระสอบทราย ที่สามารถฝึก ความแข็งแกร่งของหมัด สายตา และการป้องกัน

 

Skipping

( Skipping ) เป็นการหลบหลีก หมัดของคู่ต่อสู้ อาศัยความว่องไวของ Foot work ทำได้ง่าย ๆ โดย มีเชือกเส้นเดียวกับลานโล่ง ๆ Skipping เป็นสิ่งสำคัญของนักมวย จะขาดไม่ได้ในเวลาซ้อม และยังเป็นท่าที่ใช้รักษาสภาพร่างกายให้พร้อมอยู่เสมอ

 

ท่าวิดพื้น ( Push - Up )

ท่าวิดพื้น ( Push - Up ) เป็นท่าที่ทำยาก สำหรับคนไม่ค่อย ได้ออกกำลังกาย การออกกำลังกายโดย ท่าวิดพื้น ( Push - Up ) จะให้ประโยชน์กับ กล้ามเนื้อหลายส่วน รวมถึงเพิ่มแรงผลัก เวลาที่ต้องคลุกวงกับคู่ต่อสู้ จึงเป็นที่นิยมกันในหมู่นักมวย

 

ท่าสควอช ( Squat )

ท่าสควอช ( Squat ) เป็นการออกกำลังกายที่จะช่วยเสริมความแข็งแรงของร่างกายในส่วนล่าง เพราะนักมวยจะต้องมีการยืนที่มั่นคง พร้อมที่ปล่อยหมัดเพื่อรุกผู้ต่อสู้ได้ตลอดเวลา หากทำท่า Squats ร่วมกับท่าบริหารสะโพกส่วนอื่นให้เหมาะสม จะช่วยให้คุณมีช่วงล่างที่แข็งแรงแน่นอน แต่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ

 

Chin Ups

( Chin Ups ) เป็นการออกกำลังกาย ที่ช่วยให้ช่วงบนแข็งแรง และสมส่วน จะช่วยสร้างกล้ามเนื้อ ช่วงแขน อก ไหล่ ในท่าเดียวกัน แต่ไม่ควรหักโหมเกินไป จนกล้ามเนื้อบาดเจ็บ

 

ท่าเบอร์พี ( Burpees )

ท่าเบอร์พี ( Burpees ) เป็นหัวใจสำคัญ ในการออกกำลังกาย ให้ได้ผล หากใครอยากมีรูปร่างที่สมส่วน  ถ้าทำท่า Burpees อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ควบคุมน้ำหนักตัว หรือเพิ่มความแข็งแรง ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ด้วย

 

บอกกันเลยว่า กว่าจะมาเป็น นักมวยอาชีพนั้น เรียกได้ว่ายากลำบากมาก ต้องมีความอดทน มุ่งมั่น ทั้งร่างกาย และสภาพจิตใจเลยทีเดียว หากคุณอยากออกกำลังกาย ให้ได้ร่างกายที่แข็งแกร่ง แบบนักมวยอาชีพ ก็ลองดูได้นะ แต่ต้องระวังให้มาก ๆ เพราะอาจจะทำให้เกิด อาการบาดเจ็บได้ ยังไงก็ควรจะอยู่ในการดูแล ของผู้ที่รู้จักวิธีการออกกำลังกาย หรือควรจะให้พอดี กับร่างกายคุณเองนะ

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

มวยไทย กับแฟชั่นที่ดังไกลไปถึง Runway

ประวัติมวยไทย

ของขลังนักมวยโบราณ

ของขลังนักมวยโบราณ

ศิลปวัฒนธรรมไทย ทุกอย่างย่อมมีวิญญาณบรรพบุรุษ ครูบาอาจารย์ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ที่คอยปกปักษ์ดูแลอยู่ทุกแห่ง มวยไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในศาสตร์การป้องกันตัวของไทย ก็มีสิ่งยึดเหนี่ยวเช่นนี้ไม่ต่างกัน

 

 สวัสดีค่ะ วันนี้ใครที่กำลังลองศึกษาค้นคว้าข้อมูล เกี่ยวกับเรื่องเครื่องรางของขลัง เราก็อดที่จะตระหนัก และอดที่จะนึกขึ้นมาไม่ได้ว่า นักมวยตั้งแต่สมัยโบราณ เขาก็มักจะมีวิธีไหว้ครูบาอาจารย์ เป็นการเคารพ และแสดงความกตัญญูกตเวทิตา ต่อเหล่าครูอาจารย์ อาจารย์ก็การปัดเป่ากระหม่อม เพื่อขอให้การก้าวขึ้นสู่สังเวียน หรือ ลานประลองมวย ของสานุศิษย์ นั้น  เป็นไปอย่างราบรื่น และได้รับชัยชนะจากการชก

 

 ทว่านอกจาก การฝึกฝนอย่างตรากตรำ โดยได้รับการประสิทธิประสาท มาจากครูมวยแล้ว อีกสิ่งที่นักมวยส่วนใหญ่ จะต้องพก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกาย ของขลัง ของศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหลาย ก็เป็นอีกศาสตร์ที่น่าสนใจ ผู้เขียนจึงได้ลองรวบรวมเครื่องรางของขลัง ที่นักมวยจะพกเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวก่อนขึ้นชก มาให้ได้อ่านกันดูค่ะ

 

 

 

1. มงคล

เป็นเครื่องรางที่ทำจากสายสิญจน์ หรือผ้าดิบ ทำเป็นลักษณะทรงกลม ขนาดพอดีรับกับศีรษะ โดยรวบเป็นหางยาวไว้ด้านหลัง เพื่อให้ผู้ขึ้นชกสวมใส่ นอกจากนี้ในอดีต ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับมงคลว่า เป็นหนึ่งในเคล็ดทางไสยศาสตร์ ที่ไม่ว่านักมวยคนใดได้สวม ก็จะคุ้มครองคน ๆ นั้นให้แคล้วคลาดปลอดภัย โดยผู้ที่จะใส่ หรือถอดมงคลออกจากศีรษะได้  ก็จะต้องเป็นครูมวยอาวุโส หรือ พี่เลี้ยง ที่นักมวยคนนั้นให้ความเคารพมาก และบริกรรมคาถาเพื่อให้คุ้มครองแก่ผู้ขึ้นชกด้วย

 

 

 

2. ว่าน

เป็นพืชพันธุ์พิเศษ มีความเชื่อว่า สรรพคุณของมันจะทำให้ผิวหนังทนทานความร้อน หรือทำให้หนังเหนียว ฟันแทงไม่เข้า จึงนิยมนำมาทำเป็นของขลังปลุกเสก นำมาเป็นส่วนผสมในการทำตัวพระเครื่อง หรือ นิยมให้นักมวยเคี้ยวก่อนขึ้นชก หรือผสมกับน้ำดื่มเย็นชื่นใจในขัน ( เอ..ผู้เขียนอดคิดไม่ได้เลยนะคะ ว่าเขาอาบน้ำว่านกันด้วยรึเปล่านะ สมัยนั้น ) เพราะเชื่อว่าจะทำให้นักมวยแข็งแรง และได้ชัยชนะจากการชกนั่นเอง

 

 

 

3. ประเจียด

ประเจียด ก็คือ เครื่องรางของขลัง ทำจากใยผ้าที่เรียกว่า ‘ ผ้าสาลู ’ ( ผ้าขาวบางเนื้อดี หรือ ผ้าดิบ ) โดยจะเลือกใช้สีขาว กับ สีแดง เป็นสีหลัก ในการทำตัดผ้าเป็นทรงสามเหลี่ยม ก่อนจะลงเลขยันต์มหาอำนาจ นำมาทำเป็นสายรัดต้นแขนทั้งสองข้าง เพื่อให้กายของผู้ที่ใส่นั้น คงกระพันชาตรี แคล้วคลาด คุ้มกำลังเภทภัย โดยสลักภาษาที่เขียน เป็นอักขระแบบขอม หรือ เทวนาครี โดยก่อนขึ้นชกมวย ผู้ใส่อาจแนบตะกรุด ว่าน หรือเครื่องรางของคลังอื่น ไว้บนประเจียดได้

 

 

 

4. ตะกรุด

วัสดุที่ใช้ในการทำตะกรุด แบ่งออกได้ด้วยกันหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นแผ่นเงิน ทอง นาค หรือ ใบลาน ที่ลงเลขยันต์กำกับเอาไว้ ม้วนเป็นคล้ายก้าน และเจาะช่องตรงกลางเพื่อให้เชือก หรือ สายสร้อยสอดเข้าไป มักเป็นอีกหนึ่งเครื่องรางของขลัง ที่ผู้ขึ้นชกจะแนบใส่ไปในผ้าประเจียด เพื่อเสริมสร้างความกล้า และ ขวัญกำลังใจ

 

 

 

 

5. รอยสัก อยู่ยงคงกระพัน

จากคำสัมภาษณ์ของ ‘ คุณเขาทราย กาแล็คซี่ ’ นักมวยไทยชื่อดังระดับโลก ที่เปิดใจในรายการ เปิดกรุลี้ลับ ว่าด้วยเรื่องของความเชื่อเสริมมงคล ‘ นักมวย ’ ก่อนขึ้นชก ทางช่อง Amarin TV ยังต้องพึ่งในเรื่องของความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะการสักยันต์น้ำมัน ไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น มือ หน้าอก แผ่นหลัง บนศีรษะ ที่ทำให้คุณเขาทรายมีที่ยึดเหนี่ยว ให้ใจสู้ ฮึกเหิม ทางจิตใจ

 

โดยสมัยโบราณ การสักยันต์ชนิดนี้ ผู้ที่ถูกสักจะเต็มไปด้วยศรัทธาที่แรงกล้า มีความเข้มแข็ง และเชื่อในปาฏิหาริย์ ในการตั้งปณิธานที่จะสืบสานศิลปะ แขนงแม่ไม้มวยไทย โดยยันต์ที่สัก จะมีการเสกเป่า เชิญครูบาอาจารย์ มาเป็นขวัญและกำลังใจสู่เจ้าของรอยสักนี้

 

 

6. พระเครื่อง

พระเครื่องนั้น ขึ้นชื่อว่าเป็นเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ ที่นักมวยมักจะใช้อม เพื่อให้พระเครื่องนั่นปกป้องคุ้มครองตัวเอง ให้ได้ชัยชนะจากการชก ทว่าปัจจุบัน วิธีนี้อาจไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่รัก เพราะอาจเกิดอันตราย รวมถึงความทะมัดทะแมง ความคล่องคตัวในการเขยื้อนกาย ก็จะลดลงตามไปอีกด้วย

 

 

7. พิรอด

พิรอด หรือ เงื่อนพิรอด ทำจากกระดาษสา หรือ ถักด้วยหวาย ที่ผ่านการบริกรรม พิธีกรรมมาแล้ว จากนั้นผู้ทำพิธีจึงจะทำการลงรักปิดทอง ให้ใส้สวมต้นแขน หรือ ทำเป็นแหวนให้สวมใส่ที่นิ้วมือ ว่ากันว่า หากเป็นพิรอดรุ่นพิเศษ ชนิดแบบลิมิเตด อิดิชั่น อย่าง ‘ กำไลพิรอด ชนิดงู 2 ตัว ’ ชนิดที่ว่าต้องกลืนหางกันเองเท่านั้นด้วยนะ ( ถ้าไม่ใช่คือของปลอมค่ะ ฮา ) จะทำให้ช่วยเสริมให้นักมวยมีพลังแข็งแกร่ง และเกิดปาฏิหาริย์ได้เช่นเดียวกับตะกรุด หรือพิสมร นับว่าเป็นของขลังวิเศษ ที่ปัจจุบันหาได้ยากแล้ว

 

 

8. ผ้ายันต์

นิยมนำมาทำเป็นเสื้อยันต์ โดยมีเกจิอาจารย์ มักเป็นผู้ลงยันต์อักขระ เพื่อให้นักมวยใช้สวมใส่ แต่ปัจจุบันเริ่มไม่เป็นที่นิยมมากนัก แต่นักมวยก็จะพกเป็นผ้ายันต์ ขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดเทียบเท่ากับผ้าเช็ดหน้า พกติดตัว จนกว่าจะถึงคราวขึ้นชกแทน

 

 

9. พิสมร

เครื่องรางของขลัง ที่ทำจากแผ่นโลหะ หรือ ใบลานรูปทรงสามเหลี่ยม แต่มีรูปร่างไม่กลมเหมือนกับตะกรุด แต่ก่อนที่ผู้ชกจะสวม พิสมรก็ต้องผ่านการทำพิธีกรรม เสาเรียกครูบาอาจารย์มาให้ขวัญกำลังใจเช่นกัน

 

 

เรียกได้ว่า ของขลังแต่ละอย่าง ล้วนมีชื่อที่คุ้นหูต่อคุณผู้อ่านบ้างแหละ ความศรัทธา และความแรงกล้า เป็นเรื่องที่ดีค่ะ แต่ช้าแต่...ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับวิจารณญาณด้วยนะคะ

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

มวยไทย กับแฟชั่นที่ดังไกลไปถึง Runway

ประวัติมวยไทย

ออกกำลังกาย สร้างกล้ามแบบนักมวย

ออกกำลังกาย สร้างกล้ามแบบนักมวย

ออกกำลังกาย สร้างกล้ามแบบนักมวย

มวยไทย หลายคนอาจจะมองว่าเป็นการต่อสู้ แต่ในปัจจุบันนี้ มวยไทยได้ถูกปรับปรุงให้เป็นกีฬาสำหรับออกกำลังกาย ที่สามารถทำได้ ทั้งชาย และหญิง ที่ไม่ได้ทำเพื่อการไปชกแข่งขัน แต่เป็นการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายของสาว ๆ และหนุ่ม ๆ เป้าหมายก็คงหนีไม่พ้น การมีรุปร่างที่ฟิตแอนด์เฟิร์ม และปราศจากไขมันส่วนเกินต่าง ๆ ที่เราไม่ต้องการ ให้ออกไปจากชีวิต และอยากที่จะเห็นรูปร่างของตัวเองถอดเสื้อหุ่นปัง ๆ ในกระจกเวลา วันนี้ทาง Jaroenthong GYM ได้นำเอาเทคนิคต่าง ๆ การออกกำลังกายสไตล์นักมวยมาฝาก ให้คุณได้เบิร์นไขมัน มีกล้ามสวย ๆ ไร้ไขมัน มาฝาก โดยไม่ต้องเข้ายิมก็ได้ ทำได้เองที่บ้านแถมประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย

 

Shoulder Presses

Shoulder Presses เป็นท่าสำหรับการสร้างกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ ได้เป็นอย่างดี เพราะในแข่งขันกีฬามวยนั้น หัวไหล่ที่แข็งแรง นั้นจะมีส่วนสำคัญมากในการชก เนื่องจาก ถ้ากล้ามเนื้อมัดบริเวณหัวไหล่แข็งแรง การปล่อยหมัดก็จะแรงไปด้วย และ ยังเป็นการ์ดป้องกันการโจมตีของคู่ต่อสู้อีกด้วย โดยอุปกรณ์หลักที่ใช้ทำ คือ ดัมเบล แต่ถ้าหากไม่มี ก็สามารถใช้ขวดเติมน้ำให้เต็ม จับให้แน่นยกขึ้น และลง อย่างต่อเนื่อง เป็นประจำ ก็จะทำให้คุณมีหัวไหล่ที่แข็งแรง และสวยงาม

 

Clap Press - Up

Clap Press - Up อีกหนึ่งวิธีออกกำลังกายที่ทำได้ง่าย ๆ หรือในบางคนเรียกว่า ท่าวิดพื้นตบมือ คือ การใช้กำลังของมวลกล้ามเนื้อของร่างกายส่วนบนออกมาให้หนัก ยกให้ลำตัวสูงพอประมาณหนึ่ง แล้วตบมือ ท่านี้ไม่ได้เพียงแค่เพิ่มความเข็งแกร่งของกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว แต่มันยังช่วยมันยังช่วยปรับสัดส่วนของ Body Balance ซึ่งเป็นสิ่งที่นักมวยจำเป็นสำหรับนักมวยทุกคนด้วย

 

 

Plank

Plank เป็นอีกหนึ่งท่า ที่สามารถทำได้ง่าย ๆ เป็นการทำท่าคล้าย ๆ กับท่าวิดพื้น แต่ไม่ต้องขยับขี้นลง แค่เอาแขนค้ำพื้น เพื่อให้ส่วนบนของร่างกายทรงตัวอยู่ได้ก็พอ เป็นท่าที่ดูธรรมดา ๆ แต่ก็ทรมานที่สุด เนื่องจากต้องอาศัยความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแทบจะทุกส่วน เพื่อที่จะสามารถทำท่านี้ ให้แกร่ง และนาน แต่อย่างไรก็ตามในการออกกำลังกายนั้น ก็ไม่ควรหักโหมจนเกินไป ควรทำอย่างเหมาะสม และทำคู่ไปกับท่า Crunches และ Sit Up จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่ง ให้ร่างกาย และ ช่วยให้หมัดมีกำลังมากขึ้นอีกด้วย

 

Skipping

Skipping หรือ ท่ากระโดดเชือก ในการชกมวยการมีหมัดที่หนักไม่ใช่ทั้งหมดของการชก แต่การป้องกัน และความเร็วไม่ว่าจะชก หรือหลบหมัด ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ชนะได้ ท่า Skipping  ก็เป็นท่าที่ทำง่ายด้วยเช่นกัน แค่เชือกเส้นเดียวก็สามารถทำได้แล้ว ช่วยในการฝึกให้ร่างกายสามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น แถมยังเป็นท่าที่ใช้รักษาสภาพร่างกาย ให้พร้อมอยู่เสมอด้วย

 

Sit - Ups

Sit – Ups เป็นท่าพื้นฐานที่หลายคนน่าจะรู้จักดี เริ่มต้นจากการนอนหงายหน้าราบลงบนพื้น ตั้งเข่าชันขึ้น วางเท้าทั้งสองข้างกว้างประมาณหัวไหล่  มือทั้งสองข้างประสานไว้ที่ท้ายทอย แล้วใช้แรงยกช่วงบนของร่างกายขึ้น และลง ท่านี้เป็นท่าที่เพิ่มความแข็งแรงให้นักมวยระดับโลกหลาย ๆ คน โดยท่านี้จะช่วยเพิ่มความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อท้องส่วนกลาง สำหรับใครที่ชำนานแล้ว สามารถนำมือมากอดไว้ที่หน้าอก เพื่อเพิ่มความยากได้

 

Squats

ท่านี้เสริมความแกร่งในช่วงล่วง ซึ่งเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ และความแข็งแรงของช่วงล่างของร่างกาย เช่น เอว สะโพก ต้นขา เป็นต้น ซึ่งท่านี้สามารถนำมาประยุกค์ได้กับ การนั่ง ก้ม ลุก ได้อีกด้วย ในนักมวยท่านี้จะช่วยในการเคลื่อนไหว และความมั่นคงกับการยืน นักมวยที่ดีจะต้องมีการยืนที่มั่นคง โดยการยืนตัวตรง เหยียดแขนไปข้างหน้า แล้วย่อเข่าลงให้ได้มุม 90 องศา แล้วค่อยขึ้น

 

Shadow Boxing

Shadow Boxing  คือ การฝึกชกลม เพื่อให้นักชกฝึกการออกหมัด การชกลมเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการสร้างเทคนิคการชก การรักษาน้ำหนักความแข็งแรงของร่างกาย และสามารถฝึกที่ไหนก็ได้ นับเป็นการสร้างเทคนิคการชกที่ดีที่สุดในการฝึกซ้อม รวมไปถึงการรักษาน้ำหนักความความฟิตของร่างกาย

 

Chin Ups

Chin Ups เป็นอีกท่าที่มีความง่ายเช่นกัน โดยเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยให้ช่วงบนแข็งแรงขึ้น รวมทั้งช่วยให้มีสัดส่วนที่สวยงามอีกด้วย Chin Ups จะช่วยสร้างกล้ามเนื้อ ช่วงแขน อก ไหล่ ในขณะเดียวกันด้วย แต่ก็ไม่ควรหักโหมเกินไป จนกล้ามเนื้อได้รับบาดเจ็บ เป็นท่าที่ขาดไม่ได้ของการฟิตร่างกายช่วงบน หากท่านใดต้องการจะมีร่างกายช่วงบนที่แข็งแรงและสมส่วน การเล่นท่า Chin up จึงเป็นสิ่งที่ตรงจุดมากกว่า

บาร์ เป็นอุปกรณ์ที่ไม่ได้มีขาดใหญ่ ซึ่งสามารถซื้อมาติดตั้งที่บ้านได้ ซึ่งใช้โหนสร้างกล้ามเนื้อส่วนนั้นได้ และสามารถทำเป็นกิจวัตรได้

 

Burpees

Burpees เป็นท่าออกกำลังกายทำง่าย และมีความนิยมไม่แพ้ท่าอื่น ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นเลย สำหรับท่านี้อยู่สุดท้าย ก็ต้องยาก และเหนื่อยที่สุดแน่นอน ในบางคนคงคิดว่าเป็นท่าที่รวมสก็อตจั๊มพ์ กับ ท่าวิดพื้นเข้าด้วยกัน  โดยวิธี คือ

  • ยืนขึ้น โดยให้เท้าทั้งสองข้างมีระยะห่างพอดีกับไหล่ จากนั้นแบ่งน้ำหนักของแขน และส้นเท้าไปไว้ที่ด้านข้าง
  • ย่อตัว และสะโพกลง งอเข่า ทำท่าทางคล้ายกับการสควอท และวางมือไว้ที่พื้น ย้ายน้ำหนักจากเท้าไปไว้ที่ฝ่ามือ
  • จากนั้นเหยียดขาไปข้างหลัง แขน และส้นเท้าอยู่ในท่าทางของลักษณะที่เรียกว่า การวิดพื้น แล้ววิดพื้น 1 ครั้ง
  • จากนั้นยกขา และแขนทั้งสองข้างกลับมาอยู่ในท่า สควอท โดยที่มือยังแตะพื้นอยู่เหมือนเดิม
  • ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ และกระโดดขึ้น นับเป็นการจบท่าเบอร์พี 1 ครั้ง

นี้ช่วยกระตุ้นอัตราการเต้นหัวใจ และเป็นเห็นผลดีที่สุดของการออกกำลังกาย เป็นการเผาผลาญไขมันส่วนเกินที่ส่วนต่าง ๆ ทั่วร่างกาย

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

อาวุธมวยไทยส่วนไหนแรงกว่ากัน

สู้ศึก MMA ด้วยมวยไทย

 

 

 

อาวุธมวยไทยส่วนไหนแรงกว่ากัน

อาวุธมวยไทยส่วนไหนแรงกว่ากัน

อาวุธมวยไทยส่วนไหนแรงกว่ากัน

ถ้าพูดถึง มวยไทย ( muaythai ) ทุกคนก็คน ต่างเคยรู้จัก หมัด เท่า เข่า ศอก ซึ่งเป็นอาวุธมวยไทยที่มีความอันตราย แต่ใครจะรู้ละว่าอวัยวะส่วนไหนที่อันตรายที่สุด วันนี้เราจะไขข้อข้องใจกันด้วยหลักการฟิสิกส์ ( Physics )

 

หมัด

หมัดเป็นอาวุธโจมตีระยะกลาง ของมวยไทย ที่ใช้แรงส่งจาก หัวไหล่ สะโพก และ ขา มายังกำปั้น โดยใช้ได้ผลหวังในการโจมตีระยะกลาง หมัดจัดเป็นอาวุธที่สำคัญมาก เพราะหมัด ต้องอาศัยกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อส่วนที่ไม่ได้ใหญ่มากนัก น้ำหนักความแรง จึงอาจไม่เทียบเท่ากับส่วนอื่น 

นักมวยไทย มักเน้นโจมตีทั้งระยะไกล ( ภาษามวยเรียกว่า วงนอก ) ด้วยการเตะ และถีบ กับ การโจมตีในระยะใกล้ ( ภาษามวยเรียกว่า วงใน ) ด้วยการใช้เข่าและศอก รวมถึงการกอดคอ ไล่แขน เพื่อชิงเหลี่ยมกันมากกว่าจะยืนแลกหมัดแบบมวยสากล ซึ่งถ้าไม่ใช่เป็นมวยหมัดหนักจริงๆ ส่วนมากจะใช้หมัด ไว้เพื่อทำลายจังหวะคู่แข่ง

การปล่อยหมัด ที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือ การใช้หมัดตรงหมัดหลัง ที่นักมวยจะใช้การบิดไหล่ข้างถนัด โน้มไปข้างหลังเล็กน้อย เพื่อทำให้เกิดแรงส่งจากสะโพก ลำตัว หัวไหล่ ที่มากกว่าหมัดตรงธรรมดา ออกไปยังเป้าหมาย แล้วดึงหมัดกลับมาในท่าจดมวยเดิม ซึ่งจะได้ผลดีมาก หากทำได้อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ การปล่อยหมัดแบบเสยขึ้น หรือหมัดอัปเปอร์คัด หากเข้าบริเวณคาง ก็มีโอกาสที่คู่ต่อสู้จะเกิดอาการมึน ไปจนถึงขั้นน็อคเอาท์

แต่ถึงอย่างนั้น หมัด ก็เป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพในมวยไทยเสมอไป เพราะนักมวยไทยบางคนก็เอาชนะคู่ชกได้ ด้วยการชกที่หนักหน่วง จนคู่ต่อสู้เสียอาการ หรืออย่าง กำปั้นบางคนใช้หมัดได้ดี สมัยชกมวยไทย จนถูกดึงตัวไปชกมวยสากลสมัครเล่นกับทีมชาติไทย หรือมวยสากลอาชีพ เช่น เขาทราย แกแล็คซี่, แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์, ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น เป็นต้น

 

 

เข่า

เข่า ถือว่าเป็นอาวุธแห่งชัยชนะโดยแท้จริง ตามหลักฟิสิกส์แล้ว การใช้เข่า มีความหนักหน่วงมาก เนื่องจากเป็นการใช้แรงส่งจากสะโพกมาใช้ โดยใช้ส่วนของหัวเข่าด้านหน้า หรือด้านข้างหัวเข่า ที่เป็นมุมและแข็งแรง เข้าปะทะในส่วนที่อ่อนของร่างกาย เช่น ท้อง ต้นขา ลำตัว ชายโครง หน้าอก หรือแม้แต่ปลายคาง

ในการตีเข่าเป็นอาวุธในระยะกลาง ด้วยท่าเข่าลอย แต่ในชกท่าดังกล่าวไม่นิยมถูกนำมาใช้ ในปัจจุบันนัก เนื่องจากมีโอกาสผิดพลาดได้สูง และเสียทรงมวยไป (ซึ่งสำคัญต่อราคาต่อรองของการพนัน) ดังนั้นลักษณะของการตีเข่าในมวยไทยอาชีพ ยุคนี้ จึงเน้น นักมวยเข่า ที่ต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าหาเพื่อเข้าไปคลุกวงใน โจมตีระยะประชิดตัว ผ่านกอดลำตัว รัดคอ ปล้ำ เหนี่ยวรั้งให้ลำตัวของคู่ต่อสู้ โน้มลงมา ในจังหวะที่ตนเอง งอเข่าให้เป็นมุมแหลม พุ่งเข้าปะทะบริเวณลิ้นปี่ ท้องน้อย หรือหน้าขา

ในยุคปัจจุบันหลังมานี้ เข่า กลายเป็นตัวแปรสำคัญของการตัดสินของกรรมการ ที่ดูว่านักมวยคนไหนทำได้ดีกว่ากัน จากการออกอาวุธเข่าวงใน นักมวยไทยส่วนมาก จึงถูกฝึกมาให้ตีเข่าแข็งแรง เพื่อหวังชัยชนะ ทั้ง ในสนาม และนอกสนาม

มวยไทยฝีมือ เป็นสไตล์ที่ต้องการใช้พื้นที่โจมตีระยะกลางและไม่ไกล ไม่ชอบเล่นวงใน อาศัยการตั้งรับ ป้องกัน โดยใช้ ดักต่อย ดักเตะที่แม่นยำ จะแพ้ทางมวยประเภทวงใน ทำให้ยุคปัจจุบันนี้ มวยเข่าจึงมีโอกาสชนะมากกว่า แม้ไม่ใช่อาวุธที่อันตรายสุดที่สามารถทำให้ถึงขั้นทำให้น็อคเอาท์ก็ตาม แต่การแทงเข้าจุดสำคัญที่ทำให้จุกเสียด ในจังหวะที่คู่ต่อสู้ไม่ได้เกร็งท้อง หรือเป็นจอมเสียบเข่า ที่ชำนาญเรื่องการใช้เข่าจริงๆ

 

เท้า

เท้า อาวุธโจมตีระยะไกล เป็นอวัยวะสำคัญสำหรับการชกมวยไทย ทั้งในจังหวะรุก และรับ แถมยังมีพลังมากพอที่จะส่งให้ คู่ต่อสู้ น็อกเอาท์ได้ในชั่วพริบตา ด้วยการเตะเพียงครั้งเดียวเข้าที่ก้านคอ หากอธิบายตามหลักฟิสิกส์ อาวุธเท้าในมวยไทย มีความแรงของการเตะมาจาก ทอร์ค (Torque) ซึ่งเกิดจากแรงขาและการหมุนของสะโพก และเมื่อแรงที่ออกจากขา เดินทางมาด้วยระยะไกล ตั้งแต่จังหวะบิดตัวยก ง้างเท้าขึ้นมาจา่กพื้น แรงนั้นจะถูกเปลียนเป็น พลังงานจลน์ ทำให้มีอัตราความเร็วที่สูง

หลีกเลี้ยงการเตะเข้าที่ก้านคอ เพราะถือว่าเป็นจุดสำคัญ ที่สามารถน็อกคู่ต่อสู้ได้ทันที เนื่องจากบริเวณของต้นคอ เป็นศูนย์รวมระบบประสาทที่เป็นส่วนที่สำคัญ ประกอบด้วย กระดูกสันหลังส่วนคอ, ไขสันหลัง และ หลอดเลือดใหญ่ที่ลำเรียงเลือดขึ้นไปเลี้ยงสมอง หากถูกกระแทกอย่างแรงแบบฉับพลัน สมองจะถูกชัตดาวน์ชั่วคราว จนสลบไป

ในการเตะก้านคอ ถ้าใช้ส่วนเท้าแรงที่ออกไปอาจจะไม่แรงเท่า การโยนแข้งขึ้นไปกระแทกกับคอคู่ต่อสู้ ซึ่งจะมีความน้ำหนักและความรุนแรงกว่ามาก เปรียบเหมือนถูกท่อนไม้ตีเข้าบริเวณต้นคอ แม้นักมวยจะมีการฟิตกล้ามเนื้อต้นคออย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างให้กล้ามเนื้อส่วนนี้ มีความยืดหยุ่น แข็งแรง ก็คงยากที่ต้านทานแรงกระแทกนี้ได้ หากโดนจังๆ

ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว การที่เด็กไทยฝึกมวยมาตั้งแต่เด็ก จะทำให้กระดูกตรงหัวเข่ามีความแข็งแรงมาก เกิดการคลื่อนไหวบ่อย แคลเซียมก็จะแตกต่างไปตามส่วนต่างๆ ส่งผลให้หน้าแข้งนักมวยไทย มีความแข็งแรง ทนต่ออาการบาดเจ็บได้ อย่างบางครั้งถ้าเตะมาโดนแข้งอีกฝ่ายที่บล็อก ฝ่ายที่เตะ เจ็บมากกว่าคนโดนนะ พีรภัทร์ ศิริเรือง นักวิทยาศาสตร์การกีฬา ที่ดูแลนักมวยให้ค่าย เพชรยินดี กล่าว

 

ศอก

ศอก คือ อาวุธที่อันตรายมากสุดของมวยไทย ถึงแม้ว่าหมัดและศอกจะอยู่บนแขนของมนุษย์เหมือนกัน แต่อาวุธทั้งสองอย่างมีแรงทำลายที่ต่างกัน ทั้งศอกมีส่วนที่แหลมคม และมีความแข็งของกระดูก เมื่อแรงจากปลายศอก ส่งเข้าไปกระทบผิวหนังใบหน้า ความดันนั้นจะมีค่าที่สูงมาก ส่งผลให้เกิดแผลแตกได้ง่าย และทำให้สมองมึนงง ไปจนถึงขั้นสลบได้เลย

การใช้ศอกโจมตีในจุดสำคัญไม่ว่าจะ ตัด งัด เข้าไปจุดอันตราย เช่น ปลายคาง, ทัดดอกไม้ (ส่วนที่บางสุดของกะโหลก) ก็สามารถทำให้ชนะน็อคเอาท์ได้เหมือนกัน

 

บริเวณปลายคาง ถือว่าเป็นจุดที่อันตรายมาก เพราะมีโอกาสที่แรงเหวี่ยงของศีรษะที่ถูกกระแทกจะช่วยเพิ่มความรุนแรง จนกระดูกสันหลังที่ห่อหุ้มก้านสมองแตกและเคลื่อนได้ หรือส่วนช่วงของขมับศีรษะหรือทัดดอกไม้เนื่องจากเป็นช่วงบริเวณกะโหลกศีรษะที่มีความหนาน้อยที่สุด เวลาที่มีการกระทบจึงมีโอกาสที่ได้รับแรงกระแทกเต็มที่ นายแพทย์ ภัทร โฆสานันท์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เฉพาะทางด้านโรคกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี กล่าว

 

นอกจากนี้ ศอก ยังเป็นอาวุธที่มีความรุนแรง สามารถทำให้เกิดแผลบริเวณใบหน้าได้ง่ายกว่าอาวุธทุกชนิด ยิ่งถ้าเป็นแผลแตกเหนือเบ้าตา จะส่งผลต่อการมองเห็นนักมวย ถึงแม้ศอกจะเต็มไปด้วยข้อดี และความรุนแรงเหนืออาวุธ  แต่การใช้ศอกให้ได้ประสิทธิภาพไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะศอก ใช้ได้แค่ในระยะประชิดตัว ภายใต้เงื่อนไขที่ จังหวะ ความเร็ว ความแม่นยำ ทุกอย่างต้องลงตัว และมีโอกาสศอกผิดพลาดสูง จนถูกโต้กลับด้วยอาวุธอื่นของคู่ชก

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ศาสตร์อาวุธทั้ง 8 ของมวยไทย

รำไหว้ครู มารยาทอันดีงามก่อนการชก

 

 

สู้ศึก MMA ด้วยมวยไทย

สู้ศึก MMA ด้วยมวยไทย

ในไทยปัจจุบัน ช่วงนี้กระแส MMA ( Mixed Martial Arts ) หรือเรียกอีกอย่างว่า มวยกรง ค่อนข้างมาแรง เป็นการต่อสู้ที่รวม เอาศิลปะการต่อสู้ หลายแขนงเข้าไว้ด้วยกัน มีทั้งการเตะต่อย และการทำให้ คู่ต่อสู้ยอมแพ้ นั่นเอง

 

มวย แม้ว่าจะเป็นการต่อสู้ บนสังเวียนที่ ได้รับความนิยมมาก แต่ด้วยวิธีการชก ที่เปลี่ยนแปลงไป มีทั้งการชกแบบปกติ กับการชกแบบแท็คติค ที่อาศัยการเข้าคลุกวงใน กอด รัด เหวี่ยง ทุ่ม จนทำให้เสน่ห์ ของการชกมวยบางครั้ง หายไปแบบไม่น่าสนใจ น้อยคู่มากที่จะเป็นการชกมวย แบบฟาดปาก แลกหมัดกันแบบ สู้ไม่ถอยจริง ๆ นั่นทำให้ฝ่ายจัดการแข่งขัน เริ่มมองหาวิธีการต่อสู้แบบใหม่ เพื่อตอบสนอง คนดูให้มากขึ้น จึงออกมาในชื่อ ที่เราเรียกว่า มวยกรง

 

 

ประวัติของ มวยกรง หรือ MMA ( Mixed Martial Arts )

มวยกรงนั้น เป็นสังเวียนต่อสู้บน เวทีแปดเหลี่ยม ลักษณะจะมีลูกกรง ล้อมรอบเวที ส่วนชื่อการแข่งขัน ก็เปลี่ยนแปลงไป ตามองค์กรของตัวเอง และสปอนเซอร์ หากจะย้อนไปตามที่เช็คได้ จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1993 ณ รัฐโคลโรราโด สหรัฐอเมริกา ปรากฏว่าความเข้มข้น สะใจของการต่อสู้บนสังเวียน ได้ทำให้เวทีการแข่งขันมวยกรงนี้ แพร่หลายไปทั่ว สหรัฐอเมริกา และ หลายประเทศ อย่างบราซิล อิตาลี เป็นต้น

 

 

การต่อสู้ แบบของจริง

จุดเด่นของการต่อสู้ แบบมวยกรง หรือ MMA ( Mixed Martial Arts ) ก็คือ นักสู้ที่เข้าไปในกรง สามารถงัดเอาศิลปะ การต่อสู้อะไรก็ได้ออกมา ไม่ว่าจะเป็น มวยไทย คาราเต้ ยูโด ยิวยิตสู มวยปล้ำ และอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหมัด เท้า เข่า ศอก จับทุ่ม จับกด ท่านอน ท่ายืน สามารถเอามา ใช้ได้หมด เพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ ตรงหน้าให้ได้ นั่นทำให้การต่อสู้นั้น ค่อนข้างเข้มข้น จนเลือดสาดกระจายเต็มเวที เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก คนดูจะรู้สึกได้ถึง ความน่าหวาดเสียว ของกระบวนท่า ความเจ็บปวด เสียงเนื้อกระทบกัน และอีกมากมาย แม้จะดูว่ารุนแรง แต่มันกลับกลายเป็นเสน่ห์ ที่ไม่น่าเชื่อของ มวยกรง หรือ MMA ( Mixed Martial Arts ) ไปในที่สุด

 

 

กรงป้องกันอันตราย

คำว่า มวยกรง หรือ MMA ( Mixed Martial Arts ) อาจจะมองว่าเป็นการต่อสู้ แบบไม่ให้ออกมา หากไม่มีใครยอมแพ้เสียก่อน แต่ความจริงแล้ว กรงนั้นมีไว้เพื่อป้องกัน อันตราย ต่อนักชกเองมากกว่า กรงนั้นจะไม่เหมือนเชือก ที่อาจจะมีนักสู้ยืมแรงจากการพิงเชือก มาเพื่อสร้างน้ำหนักให้กับตัวเอง จนเกิดอันตรายได้ แบบสองเท่า อีกทั้งกรงนั้นยังเป็นจุดกั้น ระหว่างนักแข่ง กับช่างกล้องให้ไม่อยู่ใกล้กันด้วย ลองนึกภาพช่างภาพ โดนลูกหลงจากนักสู้สิ บางทีอาจจะถึง ขั้นบาดเจ็บได้เลยนะ อีกทั้งลักษณะกรง 8 เหลี่ยมจะเป็นการป้องกัน ไม่ให้มีใครได้เปรียบ เสียเปรียบมากจนเกินไป ระหว่างการต่อสู้ด้วย

 

 

ผลแพ้ชนะ ?

สำหรับผลการตัดสิน แพ้ - ชนะ ก็จะขึ้นกับองค์ประกอบต่าง ๆ ได้แก่ การชนะคะแนนหลังจากชกกัน ครบยกตามที่กำหนด ซึ่งหากเป็นการแข่งขันทั่วไปจะมี 3 ยก แต่หากเป็นการแข่งขัน ไฟล์ชิงแชมป์ หรือไฟล์นัดพิเศษ จะแบ่งเป็น 5 ยก ส่วนผลการตัดสินผล แพ้ - ชนะ จะประกอบไปด้วย การชนะน็อคเอาท์คู่ต่อสู้ หรือคู่ต่อสู้ไม่สามารถแข่งขันต่อได้ และการทำให้คู่ต่อสู้ เอ่ยปากยอมแพ้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ นักสู้จะใช้ท่าล็อคคู่ต่อสู้ ส่งผลให้อีกฝ่ายเจ็บปวด จนทนไม่ได้ นอกจากนี้แล้วกรรมการ ผู้ชี้ขาดบนเวที ก็สามารถสั่งยุติการแข่งขันได้ ถ้าเห็นสมควรว่าอันตราย หรือผู้แข่งขันไร้สมรรถภาพ ในการตอบโต้ หรือป้องกันตัว

 

ส่วนผู้ที่สนใจ ใคร่ฝึกฝนศิลปะป้องกันตัว ด้วยมือเปล่าแขนงนี้ ในบ้านเราก็มีสำนัก ยิม และค่าย ที่เปิดสอนอยู่หลายแห่ง ไม่เพียงเท่านั้น ก็ยังมีสังเวียนการต่อสู้ วนเวียนเข้ามาเปิดการแข่งขัน อยู่ด้วยเช่นกัน มีเหล่าบุรุษ และสตรี สัญชาติไทยหลายท่าน ที่เคยขึ้นสังเวียนประลอง สร้างชื่อเสียง ให้กับประเทศ มาแล้วมากมาย ไปจนถึงคว้าเข็มขัดแชมป์เปี้ยน ในบางรุ่นด้วย ยิ่งคนไทยไปได้สวยบนรายการนักสู้ ที่มีความหลากหลายแบบนี้ มันยิ่งตอกย้ำว่านักมวยไทย เรามีความสามารถแค่ไหน อนาคตหวังว่า จะมีนักมวยไทย หรือ นักสู้ไทยประสบความสำเร็จ บนเวทีนี้กันเยอะมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ายังมีผู้คนอีกมากมาย ที่อาจมองว่า มวยกรง หรือ MMA ( Mixed Martial Arts ) นั้นจะเป็นศิลปะป้องกันตัว ที่ไร้ข้อจำกัด และกฎกติกา โหดร้าย ป่าเถื่อน ทว่าในการต่อสู้จริงเพื่อเอาชีวิตรอดแล้ว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับวิจารณญาณ และแรงขับเคลื่อน ของสัญชาตญาณ ในการเอาชีวิตรอดเข้า มาเกี่ยวข้องเสมอ ศิลปะป้องตัวเป็นเพียง แค่การฝึกฝนเพื่อพัฒนา ศักยภาพของตัวเองเท่านั้น

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

มวยไทย กับแฟชั่นที่ดังไกลไปถึง Runway

ประวัติมวยไทย

มวยไทยให้อะไรมากกว่าที่คิด

มวยไทยให้อะไรมากกว่าที่คิด

แม้ว่าการชกมวยจะเป็นการทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บจากคู่ต่อสู้ แต่ก็ยังมีหลายคนที่เลือกจะเล่นกีฬาประเภทนี้ เพราะสามารถเป็นศิลปะป้องกันตัวได้ แต่ไม่ใช่เพราะเหตุผลแค่นี้ที่จะทำให้คนหันมาชกมวยแน่ เรามาดูกันค่ะว่ามวยไทยให้อะไรเราบ้าง

 

     อันที่จริงแล้วคุณไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับใครก็ได้ แค่ฝึกซ้อมกับกระสอบทรายก็ได้ประโยชน์แบบเดียวกันกับนักกีฬามืออาชีพแล้ว ซึ่งปัจจุบัน “มวยไทย” ( Muay Thai ) กลายเป็นกีฬาที่ทุกคนสามารถเล่นได้ในโรงยิมและมีหลากหลายประเภท ให้ประโยชน์อีกเยอะมากมาย ทำให้ผ่อนคลาย และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นแก่ร่างกายด้วย

1. พัฒนาความแข็งแกร่งของร่างกายโดยรวม

     “มวยไทย” ( Muay Thai) ทำให้คุณได้ทั้งเตะ กระโดด ใช้ฝีเท้าในการหลบหมัด และการชก ทั้งหมดที่ว่ามานี้ล้วนต้องอาศัยพลังงานและความแข็งแกร่งอย่างมหาศาล เนื่องจากคุณต้องทำซ้ำ ๆ กันหลายครั้ง

     จงจำไว้ว่ากีฬาชกมวยมีจุดประสงค์ คือ ชกกับคู่ต่อสู้จนกว่าอีกฝ่ายจะน็อค แต่ถ้าไม่น็อคจะมีการนับคะแนนและตัดสินว่าคุณทำได้ดีแค่ไหนเมื่อจบการแข่งขัน ซึ่งหมายความว่า จำนวนหมัดที่เข้าเป้าและการป้องกันนั้น มีความสำคัญทั้งสิ้น

     การชกมวยจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ และทำให้กล้ามเนื้อกระชับ นอกจากนี้ “มวยไทย” ( Muay Thai ) ยังเป็นกีฬาที่เน้นร่างกายช่วงบน ร่างกายช่วงล่าง และแกนกลางในเวลาเดียวกัน เป้าหมายของการต่อยมวย คือ ให้ทุกส่วนของร่างกายได้ใช้งาน นอกเหนือไปจากการกระตุ้นความแข็งแรงของร่างกายและระบบไหลเวียนโลหิตแล้ว การชกมวยยังช่วยเพิ่มการฝึกทักษะที่เกี่ยวข้องอย่าง การทรงตัว การทำงานประสานกันของอวัยวะ ปฏิกิริยาตอบโต้และความคล่องตัว

 

2. การเผาผลาญ

     การชกมวยอาจเป็นทางเลือกใหม่ในการออกกำลังกายแบบ High-intensity Interval Training (การออกกำลังกายแบบความเข้มข้นสูง) เพราะการขึ้นชกใน 1 ยก คือ การใช้ร่างกายไปถึงระดับสูงสุด และการพักระหว่างยก คือ การทำให้ร่างกายฟื้นตัวจากความอ่อนล้าได้เร็วขึ้น เป็นทั้งการออกกำลังกายแบบที่ผสมผสานเผาผลาญพลังงานการใช้ออกซิเจนและไม่ใช้ออกซิเจนเข้าด้วยกัน

     การออกกำลังกายประเภทนี้จะช่วยให้สร้างความแข็งแรง ความรวดเร็ว มีพลังมากขึ้น และกระตุ้นระบบเผาผลาญในร่างกาย เมื่อนำมาเทียบกับการวิ่งหรือปั่นจักรยาน จะเผาผลาญพลังงานได้มากกว่า แต่ใช้เวลาน้อยลง สามารถเบิร์นไขมันได้ถึง 13 แคลอรี่ใน 1 นาที

 

3. คลายเครียดได้ดี

     เมื่อต้องเผชิญกับสารพัดปัญหามาทั้งวัน ก็เป็นการดีหากได้ขึ้นสังเวียนต่อยใครสักคน หรือชกกระสอบทรายระบายอารมณ์ออกมาบ้าง อะดรีนาลีนและฮอร์โมนต่าง ๆ ที่หลั่งออกมา ระหว่างการใช้แรงจะส่งผลในทางที่ดีต่อร่างกาย การต่อยมวยจึงเป็นการระบายความเครียดที่ได้ผลและดีต่อสุขภาพ

 

4. หุ่นที่เฟิร์มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

     อยากมีซิกซ์แพคชัด ๆ ลองเลิกซิทอัพ แล้วหันมาต่อยมวยดูสิ เพราะการชกมวยจำเป็นต้องใช้กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวสูงมาก ต้องบิดสะโพกเพื่อเพิ่มแรงส่งให้ออกหมัดได้หนักขึ้น และเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าการนอนซิทอัพกับพื้น เมื่อแกนกลางลำตัวแข็งแรง และเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น กล้ามท้องก็ไม่ไกลเกินฝัน

 

5. ช่วยในเรื่องสมาธิ ลดความเครียดและความวิตกกังวล

     การออกกำลังกายนั้นสามารถช่วยในเรื่องอารมณ์ได้ดีอยู่แล้วเพราะระหว่างที่เราออกกำลังกายนั้นร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเอนโดรฟินซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา ทำให้เรารู้สึกดีมีความสุขมากขึ้น

     นอกจากนี้สิ่งที่คุณควรรู้ คือ การออกกำลังกายด้วยการซ้อมมวยนั้นเป็นการออกกำลังกายแบบที่เข้มข้นสูงและต่ำสลับกันไป ช่วงที่มีความเข้มข้นสูงนั้นก็คือช่วงที่คุณออกอาวุธได้ปล่อยหมัดหรือได้เตะ ส่วนช่วงที่มีความเข้มข้นต่ำก็คือช่วงที่เราฟุตเวิร์ค เตรียมพร้อมที่จะออกอาวุธนั่นเอง

 

6. ฝึกให้ร่างกายของเรามีปฏิกิริยาโต้ตอบที่รวดเร็ว

     การซ้อมมวยนั้นเป็นการฝึกให้ร่างกายของเรามีความสัมพันธ์ระหว่างตา สมอง และกล้ามเนื้อส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวได้อย่างยอดเยี่ยม การเป็นคนที่มีความแอ็คทีฟ กระฉับกระเฉง นั้นเป็นเพราะการซ้อมมวยจำเป็นจะต้องเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงทุกส่วนของร่างกาย ระหว่างฝึกมวยจะต้องมีสมาธิ ตาจะต้องไว ต้องมีการออกอาวุธที่รวดเร็ว เคลื่อนที่ว่องไว สามารถหลบหลีกการโจมตีของคู่ต่อสู้ได้ดี

 

7. เป็นการฝึกความแข็งแกร่งของร่างกายโดยรวม

     กีฬามวยเป็นกีฬาที่โหดทรหดมากมาก จึงจำเป็นต้องอาศัยการฝึกร่างกายของเราให้แข็งแกร่งทุกสัดส่วนทั้งช่วงบน ช่วงกลาง และช่วงล่าง มีช่วงกลางลำตัวที่แข็งแกร่งที่สามารถรับการโจมตีจากการออกอาวุธของคู่ต่อสู้ได้ และมีแขนที่ทรงพลังเพื่อเอาไว้ออกอาวุธที่มีพลังในการโจมตี

 

8. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด

     มวย ถือเป็นอีกหนึ่งชนิดกีฬาที่ช่วยให้เรามีปอดที่ใหญ่ขึ้น สามารถกระตุ้นการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดได้ดี เพราะการที่จะทำเช่นนั้นได้เราจะต้องออกกำลังกายให้หัวใจและปอดมีความเครียดในระดับปานกลาง ซึ่งทำให้หัวใจและปอดของคุณทำงานได้ดีขึ้นส่งผลให้ระบบการไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกายเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

 

          ท่าพื้นฐานของมวยไทย

1. หมัดตรง

     ท่าที่เรียกได้ว่าง่ายที่สุดของการฝึก เริ่มแรก ให้ยืนปลายเท้าห่างพอประมาณ กำหมัดทั้งสองข้างไว้ที่ระดับอก เก็บศอกแนบลำตัว ตามองตรง ก้าวเท้าซ้ายพร้อมชกหมัดขวาไปด้านหน้าให้แขนขนานไปกับพื้น เปิดส้นเท้าขวาทิ้งน้ำหนักไปทางเท้าซ้าย จากนั้นให้กลับมาอยู่ในท่าเตรียม ทำต่อแต่สลับด้านกันจากซ้ายมาเป็นขวา ทำสลับไปมาแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ซักประมาณ 5 - 10 นาที

2. ตีเข่า

     เริ่มต้นด้วยการกำหมัดทั้งสองข้างให้ตั้งฉากกับหน้าอก แนบแขนให้ชิดลำตัวเช่นเดิม แล้วจากนั้นให้ยกเข่าขวาขึ้นสูงเท่าที่จะทำได้ พร้อมกับเอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อย กลับมาที่ท่าเริ่มต้น แล้วทำทำซ้ำสลับเข่าซ้ายขวา 5 -10 นาที

3. เตะ

     เริ่มด้วยท่าเริ่มต้นเหมือนเดิมคือกำหมัดทั้งสองข้างให้ตั้งฉากที่ระดับหน้าอก จากนั้นก้าวเท้าซ้ายมาข้างหน้าพร้อม ๆ กับการเตะขาขวาขึ้นในลักษณะเหวี่ยง ให้ปลายเท้าชี้มาทางซ้าย บิดตัวเล็กน้อย แล้วกลับมาที่ท่าเริ่มต้น ทำซ้ำสลับซ้ายขวาใช้เวลาประมาณ 5 -10 นาที

4. ถีบ

     เริ่มจากท่าเริ่มต้น กำหมัดทั้งสองข้างให้ตั้งฉากกับระดับของหน้าอก แนบแขนชิดติดลำตัว ตามองตรงไปข้างหน้า จากนั้นให้งอเข่าเล็กน้อยพร้อมกับเตะขาออกไปข้างหน้า แต่ปลายเท้าต้องตั้งฉากเท่าที่จะทำได้ กลับมาสู่ท่าเริ่มต้น แล้วทำสลับซ้ายขวา ใช้เวลาประมาณ 5 -10 นาที

5. ศอกตัด

     เริ่มต้นท่าเตรียมด้วยการกำหมัดทั้งสองข้างไว้ที่ระดับอก จากนั้นก้าวเท้าขวาไปด้านขวา ตามด้วยการเหวี่ยงแขนซ้ายให้ข้อศอกตั้งฉากกับหมัดขวา บิดลำตัวนิดหน่อย บิดส้นเท้าซ้าย แล้วกลับมาที่ท่าเตรียม ทำสลับไปมาทั้งซ้ายและขวา ประมาณ 5 -10 นาที

 

     “มวยไทย” เป็นศิลปะการต่อสู้ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทย ยากที่จะเลียนแบบได้ เพราะศิลปะนี้เกิดขึ้นตามประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่ได้มีการสู้รบกับชาติข้างเคียง เพื่อรักษาแผ่นดินสยามนี้มาโดยตลอด

     แม้ว่ากีฬาเกี่ยวกับการชกมวยไทยจะยอมรับกติกามวยแบบสากลแล้วก็ตาม แต่ในส่วนพื้นฐานจริง ๆ ของความเป็นมวยไทย เรายังรักษาไว้ มั่นคงตราบเท่าทุกวันนี้คือ ยังคงใช้ หมัด เท้า ศอก เข่า อันเป็นเอกลักษณ์ของมวยไทยอยู่อย่างเหนียวแน่น

     อันที่จริงคุณไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับใครแค่ฝึกซ้อมกับกระสอบทรายก็ยังได้ประโยชน์แบบเดียวกัน ปัจจุบันมวยไทย (Muaythai) กลายเป็นกีฬาที่ทุกคนสามารถเล่นได้ในยิม และมีประโยชน์หลายอย่างด้วยเช่นกัน สามารถติดต่อสอบถามเรียนมวยไทย เพื่อสุขภาพ ได้ที่ เจริญทอง มวยไทย ทั้ง 3 สาขา (สาขารัชดา, สาขาข้าวสาร, สาขาศรีนครินทร์)

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

เรียนมวยที่ไหนดี

ศาสตร์อาวุธทั้ง 8 ของมวยไทย

รำไหว้ครู มารยาทอันดีงามก่อนการชก

รำไหว้ครู มารยาทอันดีงามก่อนการชก

 

 

การไหว้ครูคือ

พูดง่าย ๆ ว่าเป็นการ ฝากตัวเองเป็นศิษย์ อยู่ในโอวาทย์ ของครูบาอาจารย์ แสดงถึงความ นอบน้อม ถ่อมตน ยอมรับเพื่อ ที่จะเรียนรู้ ความกล้าหาญ และการเตรียมพร้อม ในการที่จะฝึกฝนไปในขั้นต่อ ๆ ไป นักมวยจะต้องมีครู ต้องเคารพ และเทิดทูนครู เพราะว่าการที่ครู ยินยอมที่จะรับผู้ใด เป็นศิษย์นั้น ในอดีตกาลนั้น เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะในสมัยนั้นครู ที่เป็นมวย มีฝีมือไม่ได้มีอยู่มากมาย และในการสอน ไม่ได้คิดค่าบริการสอน แต่หากใครที่ต้องการ จะเรียนจะต้องฝาก เนื้อฝากตัว กับครู คอยปรนนิบัติอยู่ เป็นเวลานาน จนกว่าจะได้รับ การถ่ายทอด วิชาจนครบถ้วน เพราะสาเหตุนี้ทำให้ ครูมวย กับศิษย์ ในสมัยก่อนนั้น จึงมีความสนิทใจ รักใคร่กลมเกลียวกัน ราวกับพ่อกับลูก

 

การไหว้ครู ก่อนที่จะมีการ แข่งขันมวยไทย เป็นข้อแตกต่าง จากกีฬาอื่น ๆ โดยเฉพาะ คิกบ็อกซิง ( kick boxing ) ที่ได้มีการลอกเลียนแบบ การชกมวยของไทย แทบจะเหมือนกันทุกอย่างเพียงแต่ ไม่ให้ใช้ศอก ในการชกบนสนาม และไม่มีการไหว้ครูก่อนเริ่ม ดังนั้น ในการรำไหว้ครู จึงถือเป็นจุดเด่น และเอกลักษณ์ของ กีฬามวยไทย อย่างแท้จริง

 

 

ยศ เรืองสา ได้กล่าวถึง ข้อควรปฏิบัติ ของผู้ฝึกมวย ในหนังสือ ตำรามวยไทย ตำรับพระเจ้าเสือว่า นักมวยมีข้อพึงปฏิบัติดังนี้

 

 ๑) จงทำตนเป็นประโยชน์ ต่อสาธารณชน

 

๒) จงสุภาพ ต่อคนทั่วไป

 

๓) จงเป็นผู้มีสันติธรรม ไม่พาลเกเร

 

๔) จงเป็นผู้ซื่อสัตย์ ต่อตัวเอง และผู้อื่น

 

๕) ต้องเป็นผู้มีมานะบากบั่น ไม่ย่อท้อต่อทุกสิ่ง

 

๖) จงเป็นผู้เสียสละต่อหมู่ชน เมื่อประเทศชาติต้องการ

 

๗) จงสร้างแก่นแท้ของจิตใจ ให้แกร่งกร้าว เยี่ยงเหล็กเพชร

 

๘) จงเป็นผู้เห็นธรรม ในหลักพระพุทธศาสนา และมีศีลธรรมประจำใจ

 

๙) ต้องเป็นคนตรงต่อเวลา รักชื่อเสียง และค่ายคณะของตน

 

๑๐) ต้องออกกำลังกาย อยู่เสมอเป็นประจำ

 

๑๑) ต้องไม่เอาเปรียบคู่ต่อสู้ ในทางผิดกติกา และศีลธรรม

 

๑๒) ต้องเคารพกฎหมาย ของบ้านเมือง

 

นอกเหนือจากการขึ้นครู ก็จะมีการครอบครู นั้นหมายถึง การที่ศิษย์ได้ศึกษา ศิลปะมวยไทย จนหมดสิ้นแล้ว และสามารถถ่ายทอด วิชาให้แก่ผู้อื่นได้ ก็จะทำพิธีครอบครูให้

 

 

 

ประโยชน์จาก การร่ายรำไหว้ครู

 

การไหว้ครู สื่อความหมาย ให้เห็นคุณค่า ด้านวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีอันดีงามของไทย มีคุณประโยชน์มากมาย ทางด้านจิตใจ ของนักมวย และผู้ชมมวย ดังนี้

 

 ๑) ปลูกฝังนิสัยให้เป็นมวย คือ รู้จักรัก เคารพครูอาจารย์ บิดามารดา ผู้ให้กำเนิดมวยไทย

 

๒) ปลูกฝังจิตสำนึก ให้ตระหนักในคุณค่า ของศิลปะมวยไทย เกิดความรัก และหวงแหน ที่จะอนุรักษ์ให้คงไว้สืบไป

 

๓) เป็นกิจกรรม เผยแพร่เอกลักษณ์ และศิลปวัฒนธรรม ประจำชาติได้อย่าง สง่างาม สมศักดิ์ศรี

 

โดยหัวใจหลัก ๆ ของการร่ายรำไหว้ครู คือ การระลึกถึง พระคุณของบิดา มารดา ครูบาอาจารย์ ที่ช่วยประสิทธิ์ประสาทวิชา และระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ช่วยปกป้อง คุ้มครอง รักษา ให้รอดพ้นจาก ภัยอันตราย ส่วนการร่ายรำ ถือเป็นการแสดง ถึงความฮึกเหิม ไม่เกรงกลัวคู่ต่อสู้ และเป็นการ อบอุ่นร่างกาย ยืดเส้นยืดสาย ไปด้วยในตัว รวมทั้งได้ดู ชั้นเชิงคู่ต่อสู้ ดูสถานที่ในการหลบหลีก ขณะเข้าโรมรันพันตู กับคู่ต่อสู้ อีกด้วย

 

 

 

การร่ายรำ ไหว้ครู

 

 - ท่ายืน ไหว้ทิศขวา

 

ยืนขึ้นย่างสามขุม หมุนไปทิศเบื้องขวา ไหว้ทิศเบื้องขวา ร่ายรำท่านกยูงรำแพน ปฏิบัติตามนี้ ๓ ครั้ง

 

- ท่ายืน ไหว้ทิศซ้าย

 

ยืนขึ้นย่างสามขุม หมุนไปทิศเบื้องซ้าย ไหว้ทิศเบื้องซ้าย ร่ายรำท่าหงส์เหิน ปฏิบัติตามนี้ ๓ ครั้ง

 

- ท่ายืน ไหว้ด้านหน้า - หลัง

 

ยืนขึ้นย่างสามขุม หมุนไปทางขวา จนไปถึงด้านหลัง ไหว้ทิศเบื้องหลัง พยักหน้า ๓ ครั้ง ทำท่าดูดัสกร ร่ายรำท่าพยัคฆ์ด้อมกวาง หมุนไปทางขวา ก้าวเท้าชิด ไหว้ทิศเบื้องหน้า

 

 

ในการไหว้ครูนั้น นับเป็นศิลปะ แม่ไม้มวยไทย ที่มีความงดงาม และเอกลักษณ์ของไทย และขาดไม่ได้เลย นั่นคือการแสดง ความเคารพต่อครูบาอาจารย์ ในปัจจุบันอาจจะ หาดูได้ไม่ยากในทีวี ไม่ว่าจะเป็นช่องมวยไทย 7 สี แต่หากเป็นการแสดง และการสืบสานวัฒนธรรมเหล่านี้ก็ อาจจะหาดูได้น้อยแล้ว กลับกันที่ชาวต่างชาติ กลับให้ความสำคัญ กับมวยไทย ของเราอย่างมาก เพราะไม่เพียงแต่ มีการออกอาวุธที่คม สวยงาม ยังถือเป็นการออกกำลังกาย สร้างกล้ามเนื้อ ให้ดูดี และยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย ศิลปวัฒนธรรม ของไทยอย่างมวยไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก และทั่วโลก ต่างให้การยอมรับ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

สารานุกรมไทย

    

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

มวยไทย กับแฟชั่นที่ดังไกลไปถึง Runway

ประวัติมวยไทย

ศาสตร์อาวุธทั้ง 8 ของมวยไทย

ศาสตร์อาวุธทั้ง 8 ของมวยไทย

ศิลปะการต่อสู้ ที่ขึ้นชื่อของไทยนั่นคือ มวยไทย ( Muay Thai ) ที่ใช้เพียงแค่มือเปล่า เท้าเปล่า เข่า และข้อศอก ก็สามารถเล่นงาน คู่ต่อสู้ได้อยู่หมัด มาดูกันว่า อาวุธโจมตีชนิดใด ในมวยไทยที่หนักหน่วง รุนแรง และอันตรายมากที่สุด

 

ศาสตร์แห่งอาวุธทั้ง 8 ( Art of Eight Limbs ) 2 หมัด - 2 ศอก - 2 เข่า - 2 เท้า ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร ก็แค่มือเปล่า เท้าเปล่า แต่รู้หรือไม่ว่า อาวุธทั้ง 8 นี่แหละ ที่มีความหนักหน่วง รุนแรง และอันตรายแตกต่างกัน มาดูกันว่าอาวุธไหนอันตรายที่สุด

 

 

อาวุธที่ 1 : หมัด

 

     ขอเริ่มจาก ( หมัด ) ซึ่งเป็นอาวุธมวยไทย ที่ใช้บ่อย และมีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ มวยสากลสมัครเล่น และ มวยสากลอาชีพ เพราะนักมวยไม่สามารถใช้ เท้า เข่า ศอก ได้อย่าง มวยไทย ( Muay Thai ) ดังนั้น นักมวยสากล จำเป็นต้องมีทักษะ ในการใช้หมัด หลากหลายแบบ โดยหมัดนั้น จะใช้แรงส่งจาก หัวไหล่ สะโพก และ ขา มายังกำปั้น เพื่อหวังโจมตีระยะกลาง และหนักแน่นพอ ที่จะล้มคู่ต่อสู้

 

การปล่อยหมัด ที่ทำน้ำหนักได้ดีสุด คือ การใช้ หมัดตรงหมัดหลัง นักมวยจะใช้ การบิดไหล่ข้างถนัด โน้มไปข้างหลังเล็กน้อย เพื่อทำให้เกิด แรงส่งจากสะโพก ลำตัว หัวไหล่ ที่มากกว่าหมัดตรงธรรมดา ออกไปยังเป้าหมาย แล้วดึงหมัดกลับมา ในท่าจดมวยเดิม

 

ความอันตราย ของการใช้หมัด ถือว่าไม่ได้รุนแรงเท่า ศอก เข่า เท้า เพราะหมัด จะต้องอาศัยกล้ามเนื้อ บริเวณหัวไหล่ ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อ ส่วนที่ไม่ได้ใหญ่มาก น้ำหนัก และความแรง จึงไม่อาจเทียบเท่ากับส่วนอื่น ๆ

 

 

อาวุธที่ 2 : ศอก

 

อาวุธต่อมา ศอก เป็นอาวุธโจมตี ที่ใช้พื้นที่น้อย แต่กลับมีอันตรายมากสุด และทุกคนต่างลงความเห็น เป็นเสียงเดียวกันว่า ศอก คือ อาวุธที่อันตราย มากสุดของ มวยไทย ( Muay Thai )

 

 

ทำไม ศอก ถึงอันตรายที่สุด นั่นก็เพราะว่า อาวุธศอก มีพื้นผิวสัมผัสน้อย ยิ่งพื้นที่การตีน้อย และรวดเร็ว จึงเกิดค่าความดันที่สูงมาก และศอกยังเป็นบริเวณ ที่แหลมคม มีความแข็งของกระดูก

 ทำให้เกิดแผล บริเวณใบหน้า ได้ง่ายกว่าอาวุธทุกชนิด เมื่อโดนแรงจากปลายศอก เข้าไปกระทบผิวหนังใบหน้า ความดันที่มีค่าสูงจึง ส่งผลให้เกิดแผลแตกได้ง่าย และทำให้สมองมึนงงไปจนถึงขั้นสลบ จนสามารถทำให้ ชนะน็อคเอาท์ได้ หรือหากเป็นแผลแตก เหนือเบ้าตา จะส่งผลต่อการมอง เห็นของนักมวยอีกด้วย

 

 

 

อาวุธที่ 3 : เข่า

 

เข่า เป็นอาวุธมวยไทย ที่มีความหนักหน่วง เนื่องจากใช้แรงส่งจากสะโพก โดยใช้ส่วนของ หัวเข่าด้านหน้า หรือ ด้านข้างหัวเข่า ซึ่งเป็นมุมแหลม และแข็งแรง เข้าปะทะในส่วนนิ่ม ของร่างกาย เช่น หน้าขา ท้อง ชายโครง ลำตัว หน้าอก หรือแม้แต่ปลายคาง

 

ถึงแม้ว่า เข่า จะมีความหนักหน่วง มีเหลี่ยมของเข่า ที่กระแทกเข้าที่ส่วน ลำตัวของร่างกาย แต่เข่าไม่ใช่อาวุธที่อันตรายสุด เพราะส่วนมากแล้ว ร่างกายของนักมวยไทย ถูกฝึกฝนกล้ามเนื้อ ให้แข็งแรง ทนทาน พร้อมรับน้ำหนัก และแรงกระแทกจากเข่าอยู่แล้ว

 

 

 

อาวุธที่ 4 : เท้า

 

อาวุธสุดท้ายคือ เท้า เป็นอาวุธโจมตีระยะไกล และถือเป็น อวัยวะสำคัญสำหรับ การชกมวยไทย ( Muay Thai ) ทั้งในจังหวะรุก และรับ แถมยังมีพลังโจมตี มากพอที่จะทำให้ คู่ต่อสู้น็อคเอาท์ได้ทันที ในชั่วพริบตาหากโดนเตะ เข้าที่ก้านคอ เนื่องจากบริเวณของต้นคอ เป็นศูนย์รวมระบบประสาท ที่เป็นส่วนที่สำคัญ นอกจากเท้าแล้ว มีอีกอย่างที่น่ากลัวคือ แข้ง เพราะมีน้ำหนัก และความรุนแรง หากใครโดนก็เหมือน ถูกท่อนไม้ตีเลยทีเดียว

 

อาวุธเท้าในมวยไทย มีความแรงเกิดจากแรงขา และการหมุนของสะโพก สามารถโจมตีได้หลายแบบ นอกเหนือจากเตะก้านคอ ยังใช้เตะตัด เตะเฉียง การถีบ ดังนั้น การเตะที่ดีต้องอาศัยจังหวะ ความเร็ว การทรงตัว การเคลื่อนที่ที่ดี เพื่อให้การเตะ นั้นออกมาสมบูรณ์

 

 

คราวนี้เพื่อน ๆ ก็รู้กันแล้วใช่ไหมคะว่า ศาสตร์แห่งอาวุธทั้ง 8 ( Art of Eight Limbs ) 2 หมัด - 2 ศอก - 2 เข่า - 2 เท้า อันไหนอันตรายที่สุด รู้แล้วก็ระมัดระวังกันด้วยนะคะ แต่หากใครอยากลองฝึกฝนอาวุธเหล่านี้ดู ก็ลองค้นหายิมมวยใกล้บ้าน และเข้าไปลองพูดคุยดูนะคะ

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

มวยไทย กับแฟชั่นที่ดังไกลไปถึง Runway

ประวัติมวยไทย

มวยไทย กับแฟชั่นที่ดังไกลไปถึง Runway

มวยไทย กับแฟชั่นที่ดังไกลไปถึง Runway

แฟชั่นคำ ๆ นี้ในปัจจุบันนั้นตีได้หลายความหมายไม่มีถูกไม่มีผิด การจะยกอะไรสักอย่างมาเป็นเทรนด์การแต่งตัวก็ล้วนมาจากความชอบทั้งนั้น และจะดียิ่งขึ้นเมื่อใส่เอกลักษณ์ประจำชาติลงไปด้วยอย่างเช่น แฟชั่นมวยไทยที่เรากำลังจะพาทุกคนไปส่องกัน

 

มวยไทย ( Muay Thai ) แค่ชื่อก็บอกแล้วว่า เป็นกีฬาของชาติไหน ถึงคราวที่มวยไทยไปสร้างชื่อ ในวงการแฟชั่น กับเขาบ้าง เมื่อแบรนด์ดัง จากหลาย ๆ ประเทศ ได้นำกางเกงมวยไทย ไปเป็นแรงบันดาลใจ ในการออกคอลเล็คชั่น และเจ้ากางเกงมวยไทยนี้ ก็ได้กลายเป็น ไอเท็มสุดฮิต ในวงการแฟชั่น เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อมีเหล่า เซเลป ดารา ในวงการบันเทิง หลาย ๆ สัญชาติ ได้สวมใส่มัน และแชร์ความเท่ของมัน ลงในโซเชี่ยลมีเดีย บนพื้นที่ส่วนตัว หรือแม้กระทั่ง นักร้องหลาย ๆ คนก็ยังใส่มันขึ้นเวที ของพวกเขาอีกด้วย

 

ไม่ว่าประเทศไหน ก็ย่อมมีศิลปะการต่อสู้ ที่เป็นเอกลักษณ์ อันโดดเด่น ประจำประเทศนั้น ๆ มวยไทย ( Muay Thai ) ก็เป็น ศิลปะการต่อสู้อันเป็น เอกลักษณ์ของไทยเช่นกัน แถมยังเข้าถึงง่าย กระแสมวยไทย ( Muay Thai ) ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว อันภาคภูมิใจ ของคนไทย ยังคงแรงอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็น แม่เหล็กชั้นดี ดึงดูดนักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติ เป็นจำนวนมากให้เข้ามา ในเมืองไทย พวกเขานอกจากจะเข้ามา ท่องเที่ยวชื่นชม ความสวยงาม ของเมืองไทยแล้ว หลายคนยังต้องการ ดูนักชกมวยไทย ชกกันแบบจะ จะ เต็มสองตาในสนามมวย ขณะที่อีกหลายคนมีความต้องการ ที่ลึกขึ้นไปกว่านั้น คือต้องการมาสัมผัส เรียนรู้มวยไทย ( Muay Thai ) แบบให้ถึงแก่น ด้วยการสมัครเรียนมวยไทย ( Muay Thai ) ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ ตามค่ายมวยต่าง ๆ ด้วยความมีเสน่ห์ และเอกลักษณ์ ประจำชาติขนาดนี้ จึงทำให้ต่างชาติที่เข้ามา ท่องเที่ยวนั้นสนใจ มวยไทย ( Muay Thai ) กันมากเลยทีเดียว โดยเฉพาะชาวต่างชาติ ที่ชื่นชอบการต่อสู้ หรือศิลปะการป้องกันตัวนั้น จะพบเห็นกันได้ ตามเวทีมวย เกือบทุกเวที เลยด้วยซ้ำ แถมยังซื้ออุปกรณ์ เสื้อ โปสเตอร์ และที่ขาดไม่ได้เลย กางเกงมวย กลับประเทศตัวเอง กันอีกด้วย บางคนนี่ถึงกับ หอบกลับไปฝาก ญาติ ๆ เพื่อน ๆ กันทีละเป็นโหล ๆ เลย ซึ่งนี่อาจจะเป็น จุดเริ่มต้นของแฟชั่น ที่ต่างชาตินำ กางเกงมวยไทย ไปสู่เส้นทางบนรันเวย์ก็ได้

 

 

แฟชั่นมวยไทย ( Muay Thai Fashion )  มีอะไรบ้าง ?

 

- กางเกงมวย แน่นอนว่าเป็นสินค้า ที่มีความเป็น เอกลักษณ์สูงสุด ของศิลปะป้องกันตัว ชนิดนี้กันเลย ซึ่งหลาย ๆ แบรนด์ ก็นำเจ้ากางเกงมวยนี้ไป มิกซ์แอนด์แมชต์ กับเสื้อสูท เสื้อฮูด ของแบรนด์ตัวเอง มาแล้ว

 

- เสื้อกล้ามมวย เป็นอีกหนึ่งไอเท็ม ที่ฮิตในหมู่สาว ๆ ต่างชาติ ไม่แพ้กับตัว กางเกงมวยเลย เนื่องจากดีไซน์ที่ โปร่งสบายแล้ว ยังมีความแอบเซ็กซี่เบา ๆ ทำให้สาว ๆ ต่างชาติหลาย ๆ คนมักจะซื้อคู่ พร้อมกับกางเกงมวย กลับไปแบบ ยกเซ็ตกันเลย

 

- นวม ไอเท็มสำคัญ สำหรับศิลปะป้องกันตัว ชนิดนี้เลยก็ว่าได้ แน่นอนว่านวมที่ใช้งานจริงนั้นมีขนาดใหญ่ หากซื้อไปไม่นำไปฝึกซ้อมใช้จริง ก็คงทำได้เพียงไปแขวนตกแต่งบ้านเท่านั้น แต่เมื่อมันเป็นแฟชั่น แล้วย่อมมีการพัฒนา เพื่อนำมาใส่เป็นเทรนด์ การแต่งตัวได้จริง รวมถึงยังมีดีไซน์ ที่หลากหลาย จนแทบจะซื้อใส่คู่ละวัน ได้เลยทีเดียว

 

- เข็มขัดมวย นี่ก็เป็นอีกอย่าง ที่บ่งบอกความเป็น เจ้าแห่งสังเวียน แต่ของจริงนั้น อาจจะใหญ่ไปสักหน่อย สำหรับชีวิตประจำวัน จึงมีการปรับพัฒนา ให้ทันสมัยมากขึ้น จนนำมาใส่คู่กับชุดแฟชั่นประจำวันได้แล้ว

 

- กระสอบทราย ไม่ต้องตกใจ คุณอ่านถูกแล้วค่ะ กระสอบทราย เป็นกระสอบทรายที่นักมวย ใช้ซ้อมนั่นแหละค่ะ คุณคงคิดว่ามันคง มาเป็นแฟชั่นไม่ได้ แต่คุณคิดผิดค่ะ มันกลายมาเป็นแฟชั่นในการตกแต่งบ้าน สำหรับผู้ที่ชื่นชอบ ศิลปะการต่อสู้ ไปแล้วเรียบร้อยค่ะ แถมยังมีหลากหลายสีสัน ขนาด น้ำหนักให้เลือกสรรกันอีกด้วย

 

เป็นไงกันบ้างคะ ศิลปะการต่อสู้ ป้องกันตัวของไทย โด่งดังแล้วก้าวไกล ไปถึงระดับโลกขนาดนี้ ชาวไทยอย่างเรา ภาคภูมิใจกันมาก ๆ เลยใช่ไหมล่ะคะ นอกจากศิลปะการป้องกันตัวแล้ว ยังมี วัด สถานที่ท่องเที่ยว อาหาร และรอยยิ้มของผู้คน ที่เป็นสิ่งดึงดูด ให้ชาวต่างชาติ หลั่งไหลเข้ามา สัมผัสวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม กันอย่างล้นหลาม อีกด้วยค่ะ

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

อุปกรณ์กีฬามวยไทย

มวยไทยกับเครื่องแต่งกายในสมัยก่อน

มวยไทย กับการ ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง

มวยไทย กับการ ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง

มวยไทย หรือ กีฬาต่อยมวยนั้น ถือเป็นกีฬา ที่ใช้ความสามารถ ในพละกำลัง มากเลยทีเดียว เพราะการ ต่อยมวย เราต้องขยับทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่ ศีรษะ ตลอดจน ขาของเรา ถ้าเราหมั่นฝึกซ้อม ต่อยมวยทุกๆวัน เราก็จะสามารถ ก้ามข้ามขีดจำกัดของตัวเราเองได้

 

กีฬามวย กับ การก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง

 

          กีฬามวยนั้น ถือ ว่าเป็นกีฬา ที่ เป็นกิจกรรม ใช้พลังงานค่อยข้างมาก เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการซ้อม การต่อย หรือว่าการแข่งขัน ก็เป็นการใช้ พลังงาน ที่มาก และ ใช้พละกำลังค่อยข้างสูง ทำไมถึง การต่อยมวยนั้น ใช้พลังงานสูง เพราะว่า การ ทำกิจกรรม ต่อยมวยนั้น เรา ต้องออกพละกำลัง ทั้งร่างกาย การออกท่าทาง ของ การต่อยมวยนั้น เราต้องใช้ ทุกส่วน ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น บริเวณ ศีรษะ ไปจน ถึงเท้าของเรา เพราะในแต่ละ ท่าของการ ต่อยมวย นั้น เราจำเป็นต้องออก ท่าทาง ที่ แรง และ รวมเร็ว ในแต่ละท่า ท่าการ ต่อยมวย นั้น จะมี ท่าที่ออกท่าทางง่าย ไปจนถึง ท่า ที่ออกท่าทางยาก ยกตัวอย่าง ท่าที่ง่าย และ ท่าที่ยาก เช่น ท่า วิรุฬหกกลับ เป็นท่า แม่ไม้ มวยไทย ที่ไว้ใช้โต้กลับ และเป็นท่าที่ป้องกันตัว ในขณะเดียวกัน การใช้ศอกขวา เหวี่ยง กลับ เข้าใส่คู่ต่อสู้ ใส่หน้าผาก เป็นการตอบโต้ เป็นท่าที่ไม่ยากนัก ในการฝึก ท่า พระเจ้าตากนั่งแทน เป็นถ้าที่ ใช้ในการป้องกัน เมื่อคู่ต่อสู้ เตะต่ำ ตรงบริเวณ ต้นขา เป็นท่าที่ ต้อง ป้องกันบริเวณ ขา ของเรา เพื่อที่จะหาจังหวะส่วนกลับ ไต่เขาพระสุเมรุ เป็นท่าแม่ไม้ มวยไทย ที่สามารถ ใช้ป้องกัน และ ตอบโต้ ได้รุนแรง เป็นการใช้ ศอกขวา ปัก ไปลงบนศีรษะ ของ ฝ่ายตรงข้าม และนี้คือ ท่ามวยไทย ที่เรา ยกตัวอย่างมา ให้สังเกต แต่ละท่า การต่อสู้ของมวยไทยนั้น ไม่ว่าจะเป็น การขยับ ร่างกายแบบไหน เราจำเป็นต้องใช้ทุกส่วนของร่างกายเราจริง ๆ ท่าเรา ฝึกซ้อม หรือ ทำกิจกรรม การต่อยมวย หรือ มวยไทย ไปทุกวันๆ จะทำให้เรา สามารถ ก้าวข้าม ขีดจำกัด ร่างกาย ของเราเองได้ เพราะ ท่าแต่ละท่า หรือ การต่อยมวย นั้น จำเป็นต้องใช้ ความเร็ว ใช้พลังในการ ออกท่า แต่ละท่า นั้นทำให้ ร่างกายของเรา ต้องมีความ สามารถ ในระดับหนึ่ง ทำให้เรานั้นมี มีความเร็ว เพิ่มขึ้น สมาธิที่ดี และ ไหวพริบในการทำกิจกรรมต่างๆ มากยิ่งขึ้น

 

การที่เราจะ ก้ามขีดจำกัด ของตัวเราเองนั้น ขึ้นอยู่ กับการ ฝึกซ้อม หรือ ความขยันในการ ซ้อม เพราะ ถ้ายิ่งเรา ฝึก หรือ เราทำกิจกรรม นั้นมากขึ้นเท่าไร ยิ่งจะทำให้เรา มีความสามารถ และ ความ เชียวชาญในเรื่อง นั้นๆ ได้ ไม่ใช่ แค่ กีฬา มวย กิจกรรม หรือ กีฬาอื่นๆ ก็จะช่วยให้เรา สามารถ เก่ง หรือ ก้าวข้ามขีดจำกัดของเราได้เช่น กัน เช่น การวิ่ง จากที่เราวิ่งไม่เร็ว หรือ เหนื่อย ง่าย ถ้าเราซ้อมทุกวัน หรือ ขยัน ในการฝึกซ้อม สักวัน เราจะ สามารถ วิ่งได้เร็วขึ้น เก่งขึ้น ดังนั้น การฝึกซ้อม จึงสำคัญในการที่เรา จะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง การต่อยมวยนั้น จะช่วยให้เรา ก้าวข้ามขีดจำกัดได้หลายอย่าง เช่น ไหวพริบ สมาธิ ความแข็งแกร่ง ความอึดทน ความเร็ว เพราะ การฝึกการซ้อมมวยนั้น จะช่วยให้เรา สามารถ ทำอะไร ในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น เราจะมีสมาธิ ไหวพริบ มากกว่าคนปกติทั่วไป และ ยิ่งไปกว่านั้น เราจะมี สุขภาพร่างกาย ที่แข็งแรง อีกด้วย

 

ดังนั้นไม่ว่าจะเป็น การออกำลังกาย หรือ การทำกิจกรรมอะไรไม่ใช่แค่ การต่อยมวย เราก็สามารถ ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเราเองได้ เพราะถ้าเรา ตั้งใจ หรือ ขยัน ฝึกซ้อมแล้ว อะไรที่เราเคยทำไม่ได้ เราก็จะสามารถทำได้ หรือ เก่งขึ้นนั้นเอง ดังนั้น สิ่งแรกที่เราจะต้องทำคือ การชนะใจตัวเอง อย่าพึ่งคิดว่า เราทำไม่ได้ ถ้ายังไม่ได้ลองทำ ตั้งใจ และ วันที่เรา เก่งขึ้นจะตามมาในไม่ช้า อย่างแน่นอน

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

 

ความสำคัญของคุณค่าที่จะได้รับจาก มวยไทย

 

มวยทะเลคืออะไร

4 ละครไทย ที่มีการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับมวยไทย

4 ละครไทย ที่มีการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับมวยไทย

มวยไทย เป็นศาสตร์ศิลปะการต่อสู้ที่ได้รับการยอมรับกันไปทั่วโลก ดังนั้น การนำเสนอมวยไทยผ่านรูปแบบของสื่อต่าง ๆ ก็ยิ่งทำให้ขับความมีเสน่ห์ของการต่อสู้แขนงนี้มากขึ้น และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อผู้ที่ได้รับชมอีกด้วย

 

เราน่าจะรู้จักมวยไทย ที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์หลายเรื่องใช่ไหมล่ะคะ แต่ถ้าหากว่าเป็นละครล่ะมีไหม ขอตอบว่ามีค่ะ และผู้เขียนก็ได้ไปทำการรวบรวมละครไทย ที่มีเนื้อหานำเสนอเรื่องของมวยไทยกันด้วย เชื่อว่ามีหลายคนคาดไม่ถึงเลยทีเดียวล่ะค่ะ

 

 

คาดเชือก ( สถานีโทรทัศน์ ช่อง 7 )

 

อย่างที่ทราบกันดีว่า ช่องเจ็ดสีคือช่องตัวแม่ ยืนหนึ่งในการผลิตละครโทรทัศน์ แนวดราม่าแอคชั่นมาแล้วมากมาย อย่างคาดเชือกนี่แทบไม่ต้องพูดอะไรมากเลย เพราะชื่อเรื่องมันก็บอกอยู่แล้ว  ว่านำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับมวยไทยด้วย

 

ความจริงแล้ว คาดเชือก เคยถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์มาก่อน เมื่อราว ๆ ปี 2527 นำแสดงโดย พระเอกตลอดกาลอย่าง คุณอาสรพงศ์ ชาตรี กับ คุณนิรุตติ์ ศิริจรรยา แต่แล้วเมื่อปี 2558 ทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ก็ได้นำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ โดย บริษัท ดีด้า วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด

 

ซึ่งในด้านของเนื้อเรื่อง จะเล่าถึงสามหนุ่มตัวละครอย่าง ทองดี ( บิ๊ก กฤษฎา )  ปลัดธนู ( เคลลี่ ธนพัฒน์ ) และ บุญสม ( มิกค์ ทองระย้า ) ที่ต่างฝ่ายต่างก็มีวิชามวยใช้ต่อสู่ห้ำหั่นกัน  เราก็จะได้เห็นศาสตร์ศิลป์ของความเป็นมวยคาดเชือก ที่ตัวเอกได้รับการถ่ายทอดวิชาจากครูมวย เรียกได้ว่ากลิ่นอายความเป็นแขนงมวยไทยชัดเจน และดีงามมาก ๆ เรื่องหนึ่งเลย

 

Monkey Twins วายุเทพยุทธ์ ( ช่องวัน 31 )

 

เรื่องราวของนายตำรวจหนุ่ม ( รับบทโดย โตโน่ ภาคิน ) ที่ต้องแฝงตัวเพื่อจับกุมขบวนการยาเสพติด และได้มีโอกาสได้เรียนรู้ศาสตร์มวยใหม่จากบรรพบุรุษ นั่นคือปู่กล้า ( ครูมืด ประสาท ทองอร่าม ) จุดเด่นของเรื่องนี่เรียกได้เลยว่า ได้ทั้งความแปลกใหม่ และกลิ่นอายของการนำเสนอเรื่องของมวยได้อย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในเรื่องของ ‘ มวยลิง ’

 

คุณนนทกร ทวีสุข ผู้กำกับได้ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นศาสตร์แม่มวยมวยไทยที่มีอยู่จริง ในตำราของพระยาพิชัยดาบหัก ซึ่งในเรื่องถือว่า เป็นมวยต้องห้าม โดยเป็นการออกแบบจากท่าโขนลิงที่มีแม่แบบอยู่ก่อนแล้ว มาสร้างสรรค์ดัดแปลงออกมาเป็นรูปแบบมวย รวมถึง ‘ มวยยักษ์ ’ ซึ่งก็นำมาจากกระบวนท่าโขน ของตัวยักษ์ ที่มีความขึงขัง เข้มแข็ง และหนักแน่นเช่นกัน ดังนั้นกระบวนท่าของมวยทั้งสองนี้ จะมีลักษณะ ที่คล้ายกับท่ารำตัวยักษ์และลิงในโขนนั่นเอง

 

 

ละครชุด พันท้ายนรสิงห์ ( ทางสถานีโทรทัศน์ Workpoint )

 

พันท้ายนรสิงห์ โดยฝีมือกำกับของปรมารย์ชั้นครู อย่าง หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล หรือที่ค้นเคยในนามของ ท่านมุ้ย ซึ่งความจริงแต่เดิมเท่าที่ผู้เขียนไปสืบมา เคยเกือบจะได้ฉายกับทางช่องสามแล้ว แต่ก็จับผลัดจับผลู ได้นำมาฉายทางจอเงินก่อนซะอย่างนั้น และด้วยความปังขององค์ประกอบในหลาย ๆ ด้าน และมีดีเทลที่มากกว่านั้น ทำให้ละครชุด พันท้ายนรสิงห์ ได้ออกมาออนแอร์ กับทางเวิร์คพอยท์ในที่สุด

 

 

 

เรื่องราวของพันท้ายนรสิงห์ เชื่อว่าหลายคนจะต้องคุ้นหูกันอย่างแน่นอน ในเรื่องของความซื่อสัตย์ และจงรักภักดีของพันท้ายนรสิงห์ ที่มีต่อกฎมณเฑียรบาลของบ้านเมือง โดยในละครชุดเรื่องนี้ เราก็จะได้เห็น สิงห์ ( รับบทโดย เต้ย พงศกร ) ปะทะฝีไม้ ลายแม่ไม้มวยไทยกับ พระเจ้าเสือ ที่ปลอมตัวเป็นชาวบ้าน ในนามของ ทิดเดื่อ ( รับบทโดย เบิร์ด วันชนะ ) ต่อยมวยเพื่อชิงตัว นวล (มัดหมี่ พิมพ์ดาว พานิชสมัย ) นางเอกของเรื่อง แต่ใครจะได้ตัวของเธอไป ก็ต้องไปดูเรื่องเต็มกันเองนะ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าผู้เขียนสปอยค่า

 

โดยในเรื่องก็มีจะมีหลายฉากเลยทีเดียว ที่นำเสนอฉากปะทะมวย ทั้งมวยแบบราชสำนัก และมวยตามแบบฉบับ ของชาววิเศษไชยชาญค่ะ จะเห็นได้ชัดจากในเรื่อง ในด้านของการแต่งกาย การคาดเชือก กฎกติกา หรือ การจับเวลาโดยวัดจากการที่กะลาจะจมลงไป ลองไปหาชมได้ในยูทูบเลยค่ะ กลิ่นอายมวยไทยในเรื่องนี้ดีมากเลยล่ะคุณ

 

 

บุพเพสันนิวาส ( สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 )

 

ละครพีเรียดฟอร์มยักษ์ ที่เคยสร้างปรากฏการณ์ออเจ้าทั้งบ้านทั้งเมืองมาแล้ว เชื่อว่าสิ่งแรกที่น่าจะนึกถึง ก็คงไม่พ้นหมูโสร่ง กุ้งแม่น้ำเผา มะม่วงน้ำปลาหวาน รวมถึงตัวละครหลักอย่างพี่หมื่น กับการะเกดกันใช่มั้ยล่ะ แต่ความจริงแล้ว อีกตัวละครหนึ่งมี่หลายคนพูดถึงพอสมควร นั่นก็คือ หลวงสรศักดิ์ หรือ ที่รู้จักกันดีคือ พระเจ้าเสือ นั่นเอง ( นำแสดงโดย ก็อต จิรายุ ) ซึ่งจะมีฉากหนึ่ง ที่ตัวละครพระเจ้าเสือเนี่ย ได้โชว์ฝีไม้ลายมือของมวยไทย ได้ออกมาอย่างเทพและสง่างามมาก ๆ แถมยังระบุกระบวนท่าแม่ไม้มวยไทยไว้ให้ เสริมความรู้ไปอีก

 

ผู้เขียน จึงขอสรุปท่าแม่ไม้มวยไทย ที่เจอในบุพเพมาให้เลยละกัน ก็จะมีดังนี้ค่ะ

 

1. ท่าดับชวาลา

2. ท่านาคขนดหาง

3. ท่าหนุมานถวายแหวน

4. ท่าหักงวงไอยรา

5. ท่ายอเขาพระสุเมรุ

 

 

เรียกได้ว่าแต่ล่ะเรื่อง สามารถนำเสนอเนื้อหาความแม่ไม้มวยไทย ออกมาได้ดี และปังไม่แพ้กันเลยทีเดียวล่ะค่ะ ไว้ถ้าผู้เขียนเจอละครที่มีเรื่องของแม่ไม้มวยไทยเพิ่ม ก็จะรวบรวมมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ ถ้าสนใจก็ลองตามวาร์ปไปดูค่ะ มีให้ดูในยูทูบทุกเรื่องเลย

 

 

 

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

 

นาฏมวยไทย

 

5 ภาพยนตร์ เกี่ยวกับมวยไทย

คำศัพท์ วงการมวยไทย

คำศัพท์ วงการมวยไทย

หลายครั้งที่เราดูมวยไทย แล้วเกิดข้อสงสัย เพราะว่า เราอาจจะได้ยินคนพูดถึง คำศัพท์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับ “มวยไทย” แต่ยังไม่รู้จักความหมายว่าคำๆนั้น หมายความว่าอะไร

 

ในวงการกีฬา ทุกประเภท ทุกชนิด มักจะมีคำศัพท์ที่ใช้ในการเรียกชื่อ หรือใช้ในสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกีฬานั้นๆ เช่น อย่างกีฬาอมเริกันเกมอย่าง บาสเกตบอล ก็จะมีคำศัพท์ที่ใช้เฉพาะ อย่างคำว่า Lay up ( เลย์ อัพ ) โดยจะเป็นการเข้าทำคะแนน ในรูปแบบของการเลี้ยงบอลเข้าหาห่วง แล้วจับสเต็ปขา สามารถก้าวได้ 2 จังหวะ กระโดดขึ้นไปปล่อยบอล หรือวางบอลในห่วง ซึ่งคำศัพท์อย่างนี้ ใครที่ไม่ได้เล่นกีฬาบาสเกตบอล เป็นแฟนกีฬาบาสเกตบอล หรือดูกีฬาบาสเกตบอลแบบจริงจัง ก็จะไม่รู้ ไม่เข้าใจว่า คำศัพท์แบบนี้คืออะไร

 

ในวงการมวยไทยก็เหมือนกัน มวยไทยก็จะมี คำศัพท์มวยไทย ที่ใช้ในวงการกีฬามวยไทยอยู่ ซึ่งคนที่จะรู้จักคำศัพท์พวกนี้ดี ก็คือเหล่านักกีฬามวยไทย มืออาชีพ และผู้ที่อยู่ในวงการมวยไทยนี่แหละ ที่จะรู้จักคำศัพท์พวกนี้กันเป็นอย่างดี ส่วนคนทั่วไปอย่างเราๆอะหรอ บางคำก็อาจจะเดาๆ เข้าใจได้ แต่บางคำนั้น งงกันเป็นไก่ตาแตกเลยจ้า

 

วันนี้ เราจึงขอรวบรวมคำศัพท์ ที่เกี่ยวข้องกับวงการกีฬาอย่าง มวยไทย ที่เป็นกีฬาประจำชาติของเรา มาฝากให้คนไทยอย่างเราๆ ได้รู้ ได้เข้าใจความหมายของคำศัพท์นั้นๆ กัน เพื่อที่จะได้ดูมวยไทยสนุกขึ้น ดูได้แบบเต็มอถรรส ดูแล้วรู้เรื่อง เข้าใจกีฬามวยไทย มากยิ่งขึ้น ถ้าพร้อมแล้ว เราไปดูกันเลย

 

จด

หมายถึง การตั้งท่า เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ การชก

แม่ไม้

หมายถึง การใช้อวัยวะต่างๆ ของร่างกาย 4 ส่วน เพื่อทำการต่อสู้ คือ หมัด ศอก เข่า และเท้า

ลูกไม้ 

หมายถึง การพลิกแพลงแม่ไม้ เพื่อใช้ในการต่อสู้ ในรูปแบบลักษณะต่าง ๆ

ไม้ตาย

หมายถึง การออกอาวุธ โดยใช้ไม้มวยที่คู่ต่อสู้ไม่สามารถแก้ไขได้ หรือ การโจมตีด้วยท่าเด็ดประจำตัวใส่คู่ต่อสู้ นั่นเอง

เดินมวย

หมายถึง การย่องเท้า เหมือนม้าในการบุก หรือ ใช้ตั้งรับคู่ต่อสู้ ในระหว่างการแข่งขัน

สืบเท้า 

หมายถึง การเคลื่อนตัวเ พื่อไปโจมตีคู่ต่อสู้

วงนอก 

หมายถึง การออกอาวุธ หรือ การใช้ลูกไม้ แบบห่างตัว หรือ แบบเหวี่ยง

วงใน 

หมายถึง การใช้ลูกไม้ หรือ การออกอาวุธ แบบประชิดตัว ที่เรียกกันว่า คลุกวงใน

เหลี่ยม 

หมายถึง การเบนตัว เพื่อหาจังหวะ ใช้ลูกไม้กับคู่ต่อสู้ การมีจังหวะในการออกอาวุธที่ดีกว่า

อัด

หมายถึง ลักษณะอาการดัน หรือ กด ด้วยไม้มวย

ตะแคง

หมายถึง อาการเอียงตัวไปทางขวา หรือ ทางซ้าย

เฉียง

หมายถึง มุมเฉียงของเหลี่ยมตัว

ที่หมาย

หมายถึง จุด หรือ เป้าหมาย ที่จะใช้ไม้มวยกับคู่ต่อสู้ ที่จะทำให้เป็นฝ่ายชนะ

ศอกหลัง

หมายถึง ลักษณะอาการการใช้ศอก ตีกระทุ้งออกไปทางด้านหลัง

เปิดว่าง 

หมายถึง ช่องว่างของคู่ต่อสู้ที่สามารถออกลูกไม้ สู้โจมตีใส่ได้โดยง่าย

ควง 

หมายถึง อาการใช้มือหมุนควง

จังหวะ 

หมายถึง โอกาสที่เหมาะสม ในการออกอาวุธใส่คู่ต่อสู้

เตะ 

หมายถึง การเหวี่ยงเท้า ด้วยแรงหมุนใส่คู่ต่อสู้

ดีด 

หมายถึง การสะบัดเท้าออกไปใส่คู่ต่อสู้ ในลักษณะจิ้งหรีดดีดเท้า

ฟัน 

หมายถึง การใช้แรงเหวี่ยงกระแทกไปยังคู่ต่อสู้

เฉือน 

หมายถึง การใช้แรงเสียดสีกับคู่ต่อสู้

การ์ด 

หมายถึง การยกมือ และแขนทั้งสองข้างขึ้น เพื่อป้องกันโจมตีจากคู่ต่อสู้

การเปิด 

หมายถึง การใช้มือตวัดขึ้น หรือลงไปที่การ์ดของคู่ต่อสู้ เพื่อให้เปิดออก

ลอยตัว 

หมายถึง การดีดตัวให้สูงขึ้นจากพื้น เพื่อหวังผลในการออกไม้มวย

พุ่งตัว 

หมายถึง การเคลื่อนตัว เข้าใส่คู่ต่อสู้ในลักษณะพุ่งอย่างแรง

 

และนี่ก็เป็น คำศัพท์ ที่ถูกใช้ในวงการมวยไทย กีฬาประจำชาติของเรา ที่เชื่อว่าหลายๆ คนคงต้องเคยดู เคยพบเห็นกันมาบ้างแหละ ซึ่งคำศัพท์มวยไทยเหล่านี้ ก็มีมาอย่างยาวนาน และมีิวัฒนาการ มีรากฐานคำศัพท์ จากภูมิปัญหา วัฒนธรรม ภาษา ที่กิดจากคนไทยเอง ซึ่งสามารถค้นหา ศึกษารายละเอียดประวัติศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับวงการมวยไทยได้จาก ข้อมูลประวัติศาสตร์ของมวยไทย และคิดว่าในอนาคตข้างหน้า ก็อาจจะมีคำศัพท์อื่นๆ ที่เกิดจากกระบวนท่าอื่นๆ ท่าใหม่ๆ หรืออาจะเกิดจากวิวัฒนาการในการใช้ภาษาไทย ของคนรุ่นใหม่ ที่อาจจะทำให้มีการเรียกชื่อ ใช้คำศัพท์ที่เกี่ยวกับวงการกีฬามวยไทย มาเพิ่มใหม่ และมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นอีกแน่ๆ

 

แล้วที่นี้ เราก็จะสามารถ ดูกีฬามวยไทย เชีนร์กีฬามวยไทย ได้อย่างสนุกสุดมัน และยังได้เข้าใจคำศัพท์ที่เกี่ยวกับมวยไทยด้วย เราเชื่อว่า พอเรารู้จักคำศัพท์พวกนี้แล้ว เราจะอินกับการรับชมกีฬายอดฮิตของบ้านเรา อย่างกีฬามวยไทย เราจะได้นำไปพูดคุย กับคนที่เขาดู หรือเป็นแฟนกีฬามวยไทย แบบรู้เรื่อง 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม 

นาฏมวยไทย

มวยไทย 5 สาย มีอะไรบ้าง

นาฏมวยไทย

นาฏมวยไทย

นาฏมวยไทย

 

มวยไทย  ไม่เพียงแต่เป็นกีฬายอดฮิตที่คนให้ความสนใจกันทั่วบ้านทั่วเมือง  แต่  มวยไทย  ยังนำมาเป็นการแสดงที่ผสมผสานศาสตร์การต่อสู้ของมวยไทย  ให้เข้ากับจังหวะและดนตรี  จนมีความสวยงามน่าติดตาม  หลายคนอาจจะรู้นาฏมวยไทยมาบางแล้ว  แต่สำหรับใครที่ไม่รู้จัก  เราจะพาคุณไปรู้จักกัน

 

นาฏมวยไทย  เป็นการแสดงที่พัฒนารูปแบบมาจากศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของไทย  หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่ามวยไทย  โดยได้มีการผสมผสานเข้ากับศาสตร์มนด้านของศิลปะการแสดง  มีการนำเสนอในรูปแบบที่อิสระ  โดยสามารถแบ่งได้เป็น 2 องค์ประกอบคือ

  • องค์ประกอบหลัก  โดยก่อนการแสดง  จะต้องไหว้ครูมวยไทยเป็นลำดับแรก  ถือเป็นจารีตประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา  โดยใช้กระบวนท่ามวยไทย  ประกอบด้วย  ท่าหมัด  ท่าเท้า  ท่าเข่า  ท่าศอก  และท่าแม่ไม้ลูกไม้มวยไทยต่าง ๆ
  • องค์ประกอบรอง  คือเครื่องแต่งกาย  ที่เน้นความเป็นไทย  และถูกต้องตามหลักของมวยไทย  สวมมงคลศีรษะ  ผ้าพันมือ  และสวมประเจียด  มีท่ามวยสร้างสรรค์  เช่น  กระโดดโยนตัวก่อนการออกอาวุธ  ท่ามวยแสดงทั้งแนวดิ่งและแนวราบ  ท่ามวยที่ผสมผสานการโยนตัว  อีกทั้งความแข็งแรงในการทำท่ามวย  และได้มีการผสมผสานเรื่องราวในท้องถิ่น  วรรณคดี  และวรรณกรรมไทย  มาเป็นแนวคิดในการนำเสนอ  เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์แบบ  และดนตรีที่ใช้  เป็นทำนองไม่มีเนื้อร้อง  จังหวะสนุกสนาน

 

เครื่องแต่งกายของนาฏมวยไทย

เสื้อ - จะเป็นเสื้อกั๊ก  แขนกุด  คอตั้ง  ผ่าบริเวณด้านหลัง  ช่วงตัวสั้น 

โจงกระเบน  กางเกง – มีรูปแบบการตัดเย็บเป็นกางเกงที่หน้าตาเหมือนโจงกระเบน  ต้องมีความกระชับ  เพราะการออกท่ามวยต้องมีการกระโดดต่อตัว  ถีบ  ถ้าหากออกแบบให้รัดรูปจนเกินไป  อาจทำให้กางเกงขาดระหว่างการแสดงได้

ผ้าผูกเอว – เครื่องแต่งกายของนาฏมวยไทย  นากจากอุปกรณ์บังคับ  อย่างมงคลศีรษะ  ประเจียดแขน  ผ้าพันมือ  เสื้อ  และกางเกง  ผ้าผูกเอว  ถือเป็นอีกสิ่งที่สำคัญในการแต่งกาย  โดยผ้าผูกเอวสามารถผูกได้หลายแบบ  ตามการออกแบบของชุดนั้น ๆ อีกทั้งยังมีการผูกผ้าผืนเดียวและสองผืนคู่เพื่อให้เกิดสีสัน  เช่น  สีดำตัดสีแดง  สีขาวตัดสีดำ  สีทองตัดสีแดง  เพื่อเสริมให้เครื่องแต่งกายนั้นดูสมบูรณ์สวยงามยิ่งขึ้น 

 

ดนตรี

ในการแสดงนาฏมวยไทย  ดนตรีนับว่ามีความสำคัญรองลงมาจากท่ามวยไทย  รูปแบบเพลงสำหรับประกอบการแสดง  จะใช้เพลงที่มีแต่ทำนองบรรเลง  ไม่มีเนื้อร้อง  เครื่องดนตรีจะใช้เป็นเครื่องดนตรีไทยหรือสากลก็ได้  แต่ถ้าเป็นเครื่องดนตรีสากล  จะต้องมีเครื่องดนตรีไทยแทรกอยู่ด้วยเป็นส่วนหนึ่งของเพลง  เช่น  ปี่มวย  กลอง  เปิงมาง  เพื่อให้เพลงมีลักษณะที่สื่อความหมายถึงความเป็นไทย  นิยมใช้ทำนองที่สนุก  เร็ว  ให้ความรู้สึกในเชิงต่อสู้  สามารถนำดนตรีพื้นบ้านมาดัดแปลง  หรือปรับโน้ตได้  เช่น  การใช้ทำนองเชิด  แต่แปลงโน้ตในบางช่วงของเพลง  ให้เข้ากับการแสดง  และสามารถใส่เสียงประกอบ  ประเภทเสียงเลียนแบบธรรมชาติ  เช่น  ฟ้าผ่า  ฟ้าร้อง  เสียงสัตว์  หรือเสียงของัวละครนั้น ๆ เพื่อให้การดำเนินเรื่องมีความสนุก  เร้าใจ  น่าติดตาม  ทำให้การแสดงมีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น

 

การนำเสนอ

การแสดงนาฏมวยไทยส่วนใหญ่  มักจะนำเสนอเรื่องราวในท้องถิ่น  หรือวรรณคดีไทยมานำเสนอ  เช่น  พรานบุญจับกินรี  หรือการนำเอาเรื่องราวประวัติศาสตร์  เช่น  ตำนานการต่อสู้ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  มาเป็นรูปแบบในการนำเสนอ  ทั้งนี้  เพื่อให้การแสดงดูแล้วมีความเข้าใจ  สามารถใช้ฉากและอุปกรณ์อื่น ๆ มาประกอบการแสดงได้  โดยยังคงรูปแบบของมวยไทยเอาไว้

ขอบคุณข้อมูลจากคุณ ตรีวัฒน์ มีสมศักดิ์

 

อ่านบทความเพิ่มเติม


มวยไทย 5 สาย มีอะไรบ้าง

ศิลปะการรุกและรับ

มวยไทย 5 สาย มีอะไรบ้าง

มวยไทย 5 สาย มีอะไรบ้าง

มวยไทย 5 สาย มีอะไรบ้าง

 

หลายคนก็คงจะรู้จักมวยไทยกันดี  แต่รู้หรือไม่  ว่ามวยไทยนั้นมีทั้งหมด 5 ด้วยกัน  ไม่ว่าจะเป็นมวยไทยสายไชยา  มวยไทยสายโคราช  มวยไทยสายลพบุรี  มวยไทยสายท่าเสา  และมวยไทยสายพละศึกษา  แต่ละสายนั้นมีประวัติความเป็นมายังไง  เราไปดูพร้อม ๆ กันเลย

 

มวยไทยสายไชยา

ประวัติความเป็นมา

กำเนิดมวยไชยา – มีวัดเก่าแก่อรัญญิกชื่อวัดทุ่งจับช้าง  เป็นวัดรกร้างอยู่ในป่าริมทางด่านเดิมที่จะไปอำเภอไชยา  วัดนี้มีชื่อเสียงเพราะสมภารซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “พ่อท่านมา” เป็นชาวกรุงเทพฯ  ได้หลบหนีไปอยู่เมืองไชยาด้วยเรื่องใดไม่ปรากฏ “พ่อท่านมา”ได้ฝึกสอนวิชามวยไทยแก่ชาวไชยาจนขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองมวย  แม้ทุกวันนี้นักมวยที่ปรารถนาความสวัสดีมีชัย  ต้องร่ายรำมวยเป็นการถวายคารวะหน้าที่บรรจุศพก่อนที่จะผ่านไป  มวยสุราษฎร์ฯ  หรือมวยไชยาจึงมีชื่อเสียงตลอดมา 

มวยไทยไชยา จากหลักฐานและคำบอกเล่านั้นเริ่มต้นที่  พ่อท่านมา  ไม่มีใครทราบว่าท่านมีชื่อจริงว่าอย่างไร  ทราบแต่เพียงว่าท่านเป็นครูมวยใหญ่จากพระนคร  บ้างก็ว่าท่านเป็นขุนศึกแม่ทัพแห่งกรุงรัตนโกสินทร์  ชาวเมืองจึงเรียกเพียงว่า พ่อท่านมา ท่านได้เดินทางมาที่เมืองไชยา  และได้ถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ไว้ให้แก่ชาวเมือง  และศิษย์ที่ทำให้  มวยเมืองไชยา  เป็นที่รู้จักมากที่สุดในยุค ร.5 คือ  พระยาวจีสัตยารักษ์ (ขำ ศรียาภัย)

ปรมาจารย์ เขตร ศรียาภัย  เคยกล่าวไว้ว่า  ท่าย่างสามขุมของหลวงวิศาลดรุณกร (อั้น สาริกบุตร) อาจารย์โรงเรียนสวนกุหลาบฯ พ.ศ. 2464 (ซึ่งเป็นศิษย์เอกของ ปรมาจารย์ พระไชยโชคชกชนะ (อ้น)  เจ้ากรมทนายเลือกครูมวยและครูกระบี่กระบองผู้กระเดื่องนาม  ในรัชสมัย ร.5 และปรมาจารย์ ขุนยี่สานสรรพยากร (ครูแสงดาบ) ครูมวยและครูกระบี่กระบอง  ลือชื่อ ในสมัย ร.6 นั้นมีความกระชับรัดกุม  ตรงตามแบบท่าย่างสามขุมของ ท่านมา (หลวงพ่อ) ครูมวยแห่งเมืองไชยา  ท่านนับเป็นต้นสายของมวยไชยา  มรดกอันล้ำค่าของคนไทย

ศาลาเก้าห้อง - หลังจากที่กำเนิดมวยไชยาขึ้นแล้ว  กิจการด้านนี้ก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับการชกมวยจึงเป็นกีฬาสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับเทศกาล  งานฉลองหรือสมโภชต่าง ๆ  และมาเจริญสูงสุดครั้งหนึ่งคือสมัยศาลาเก้าห้อง  ซึ่งศาลาเก้าห้องนี้ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลพุมเรียง  สร้างโดยพระยาวจีสัตยารักษ์  สร้างขึ้นเป็นสาธารณสมบัติ  ศาลานี้สร้างขนานกับทางเดิน (ทางด่าน) มีเสาไม้ตำเสา 30 ต้น  เสาด้านหน้าเป็นเหลี่ยม แถวกลางและแถวหลังเป็นเสากลม  ระหว่างเสาสองแถวหลังยกเป็นพื้นปูกระดานสูงจากพื้นประมาณ 1 เมตร  ส่วนระหว่างแถวหน้ากับแถวกลางเป็นพื้นดิน  ยาวจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก  ยาวประมาณ 13 วา 2 ศอก ส่วนกว้างประมาณ 3 วา หลังคาลิลา  มุงสังกะสี  มีบ่อน้ำทางทิศตะวันตก 1 บ่อ

ปัจจุบันศาลาเก้าห้องเดิมได้ถูกรื้อถอนโดย  นายจอน ศรียาภัย  ลูกคนที่สามของพระยาวจีสัตยารักษ์  เมื่อออกจากราชการกรมราชทัณฑ์  และกลับไปอยู่บ้านเดิมที่ไชยา  คงเหลือไว้แต่พียงบ่อน้ำซึ่งแต่เดิมกรุด้วยไม้กระดาน  และต่อมาราษฎรได้ช่วยกันสละทรัพย์หล่อซีเมนต์เสร็จ เมื่อปี 2471  และสร้างศาลาใหม่ขึ้นที่ด้านตะวันออกของศาลาเดิมแต่มีขนาดเล็กกว่ายังคงมีอยู่กระทั่งปัจจุบัน  นอกจากจะใช้เป็นที่พักคนเดินทางแล้ว  ศาลาเก้าห้องแห่งนี้ยังใช้เป็นที่สมโภชพระพุทธรูป  เนื่องในงานแห่พระพุทธทางบกในเดือน 11 ของทุกปีประจำเมืองไชยาอีกด้วย  และในงานแห่พระพุทธรูปทางบกและงานสมโภชนี้  ที่ขาดไม่ได้คือการชกมวยเป็นการสมโภชเป็นประจำทุกปีด้วย

 

มวยไทยสายโคราช

ประวัติความเป็นมา

ประวัติความเป็นมาของมวยไทยสายโคราช  มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์  เพราะชาวไทยมีการฝึกการต่อสู้ด้วยอาวุธสั้นประกอบกับศิลปะมวยไทย  โดยมีเป้าหมายในการปกป้องประเทศชาติ  อีกทั้งโคราชเป็นเมืองหน้าด่านชั้นเอก  ที่ต้องทำการรบกับ ผู้รุกรานอยู่เสมอ จึงทำให้ชาวโคราชมีความเป็นนักสู้โดยสายเลือดมาหลายชั่วอายุคน  เมื่อบ้านเมืองสงบ  มวยไทยจึงพัฒนามาเป็นศิลปวัฒนธรรมทางการต่อสู้ป้องกันตัวประจำชาติไทย  ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นช่วงเวลาที่มวยคาดเชือกรุ่งเรือง  มีการจัดการแข่งขันมวยคาดเชือกหน้า  พระที่นั่งพลับพลาทรงธรรม  สวนมิสกวัน  ในงานศพของพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช ในวันที่ 18 - 21 มีนาคม ร.ศ.128 (พ.ศ.2452) โดยให้หัวเมืองทั่วประเทศ  คัดเลือกนักมวยฝีมือดีเข้ามาแข่งขัน  นักมวยฝีมือดีชนะคู่ต่อสู้หลายคนจนเป็นที่พอพระราชหฤทัย  ทรงโปรดฯ พระราชทานยศและบรรดาศักดิ์  ให้กับนักมวยจากมณฑลนครราชสีมา  เป็นขุนหมื่นครูมวย  ถือศักดินา 300 ไร่  คือ นายแดง ไทยประเสริฐ  ลูกศิษย์ลูกศิษย์ของพระเหมสมาหาร  เจ้าเมืองโคราช  เป็นหมื่นชงัดเชิงชก  นอกนี้ยังมีนักมวยจากโคราชอีกหลายคน  ที่มีฝีมือดีที่เดินทางเข้าไป ฝึกซ้อมมวยกับกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ วังเปรมประชากร

เอกลักษณ์ของมวยไทยสายโคราช  มีการสวมกางเกงขาสั้น  ไม่สวมเสื้อ  สวมมงคลที่ศีรษะขณะชกและที่พิเศษที่แตกต่างไปจากมวยภาคอื่น ๆ คือ การพันหมัดแบบคาดเชือกตั้งแต่หมัดขึ้นไปจรดข้อศอก  เพราะมวยไทยสายโคราช  เวลาต่อย  เตะ  จะเป็นวงกว้าง  และใช้หมัดเหวี่ยงควาย

 

มวยไทยสายลพบุรี

ประวัติความเป็นมา

ประวัติความเป็นมาของมวยไทยสายลพบุรี  มีวิวัฒนาการและเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายอย่าง  ทำให้มวยไทยสายลพบุรี  แบ่งช่วงเวลาต่าง ๆ ตามความสำคัญเป็น 4 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 อยู่ระหว่าง ปีพุทธศักราช 1200–2198 นับเป็นช่วงเริ่มต้นของมวยไทยสายลพบุรี มีปรมาจารย์สุกะทันตะฤๅษี เป็นผู้ก่อตั้งสำนักขึ้นที่เทือกเขาสมอคอน เมืองลพบุรี มีลูกศิษย์ชุดสุดท้ายคือ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

ช่วงที่ 2  อยู่ระหว่างปีพุทธศักราช 2199 – 2410 ถือเป็นช่วงสืบทอดของมวยไทยสายลพบุรี  ซึ่งมวยไทยสายลพบุรีเริ่มเป็นรูปเป็นร่างในสมัยนี้  สมเด็จพระนารายณ์มหาราช  เป็นพระมหากษัตริย์ที่ส่งเสริมมวยลพบุรี   อย่างกว้างขวาง  มีการจัดการแข่งขัน  กำหนดขอบเขตสังเวียนและมีกติกาการชก  โดยมีพระเจ้าเสือ  พระมหากษัตริย์อีกพระองค์หนึ่งที่สนับสนุนมวยไทย  และชอบต่อยมวย  ถึงขั้นปลอมพระองค์ ไปแข่งขัน ชกมวยกับชาวบ้าน

ช่วงที่ 3 อยู่ระหว่างปีพุทธศักราช 2411 – 2487 เป็นช่วงพัฒนาของมวยไทยสายลพบุรี  ช่วงนี้มวยไทยสายลพบุรีโด่งดังและเฟื่องฟูจนถึงขีดสุด  โดยเฉพาะในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5  พระองค์เรียนวิชามวยจากปรมาจารย์หลวงพลโยธานุโยค  พระองค์โปรดมวยมาก  เสด็จทอดพระเนตรบ่อยครั้ง  ครั้งสำคัญที่สุดคือการแข่งขันชกมวยในงานพระราชทานเพลิงพระศพพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช เมื่อวันที่ 19 – 22 มีนาคม พุทธศักราช 2452 ณ เวทีมวยสวนมิสกวัน มีนักมวยไทยสายลพบุรีที่เก่งกล้าสามารถ  จนได้รับการกล่าวขานว่า “ฉลาดลพบุรี” คือ นายกลึง โตสะอาด ซึ่งได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหมื่นมือแม่นหมัด  และต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีนักมวยดังของลพบุรีอีกหนึ่งคนคือ  นายจันทร์ บัวทอง 

ช่วงที่ 4 อยู่ระหว่างพุทธศักราช 2488 จนถึงปัจจุบัน  ถือเป็นช่วงสมัยใหม่ของมวยไทยสายลพบุรี  มีนักมวยไทยสายลพบุรีที่เก่งมากเกิดขึ้น  อีกสองคนคือ  นายทวีศักดิ์ สิงห์คลองสี่  และนายอังคาร ชมพูพวง  ซึ่งมีลีลาท่าทางการชกมวยคล้ายหมื่นมือแม่นหมัด คือ ถนัดในการใช้หมัดตรงและหลบหลีกได้คล่องแคล่วว่องไว นับเป็นความหวังใหม่ของมวยไทยสายลพบุรี  ที่จะช่วยพัฒนาและฟื้นฟูมวยไทยสายลพบุรีขึ้น  โดยได้มี การแข่งมวยในเวทีมวยค่ายนารายณ์เป็นประจำและมีนักมวยเป็นจำนวนมาก

 

มวยไทยสายท่าเสาและพระยาพิชัย

ประวัติความเป็นมา

พระยาพิชัยดาบหัก  เดิมมีชื่อว่า  จ้อย  เกิดที่บ้านห้วยคา  เมืองพิชัย  ปัจจุบันคืออำเภอพิชัย  จังหวัดอุตรดิตถ์  เมื่ออายุ 8 ปี  บิดานำตัวไปฝากเรียนกับท่านพระครูวัดมหาธาตุเมืองพิชัย  จากนั้นได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์เรียนมวยกับครูเที่ยงและเปลี่ยนชื่อเป็นทองดี  ครูเที่ยงเรียกว่า  ทองดี ฟันขาว  เรียนมวยสำเร็จ  ได้ออกเดินทางขึ้นเหนือต่อเพื่อไปเรียนมวยกับครูเมฆแห่งบ้านท่าเสาได้ไปพักอยู่ที่วัดวังเตาหม้อ (วัดท่าถนนปัจจุบัน)  และได้ฝึกหกคะเมนตีลังกาเรียนแบบงิ้วแสดงและนำมาฝึกผสมผสานกับท่ามวย  จากนั้นได้เดินทางต่อไปจนถึงสำนักมวยครูเมฆแห่งบ้านท่าเสา  และได้ฝากตัวเป็นศิษย์ครูเมฆ  เรียนมวยอยู่กับครูเมฆจนเก่งกล้า  ครูเมฆจึงได้นำไปเปรียบมวยในงานประจำปีวัดพระแท่นศิลาอาสน์  ได้ชกชนะครูนิลและนายหมึกศิษย์ครูนิล  ได้ลาครูเมฆเดินทางต่อไปเพื่อเรียนดาบกับครูเหลือที่เมืองสวรรคโลก  พร้อมทั้งได้เรียนมวยจีนหักกระดูกที่เมืองสุโขทัย  จากนั้นได้เดินทางผจญภัยต่อไปยังเมืองตากและได้ชกมวยในงานถือน้ำพิพัฒน์สัตยาเอาชนะครูห้าวครูมวยดังของเมืองตาก  จนเป็นที่โปรดปราณของพระยาตาก  พระยาตากได้ชักชวนให้อยู่รับราชการเป็นทหารองครักษ์ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “หลวงพิชัยอาสา”  ได้ร่วมกับพระยาตากกอบกู้เอกราช  ตั้งกรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวงและเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นสมเด็จพระเจ้าตากสินและโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ เป็นหมื่นไวยวรนาถ เป็น พระยาสิหราชเดโช  และเป็น  พระยาพิชัย  โดยลำดับ พ.ศ.2316  โปสุพลา แม่ทัพพม่า  ได้มาตีเมืองพิชัยท่านได้นำทหารออกรบและต่อสู้กับโปสุพลาจนดาบหักไปข้างหนึ่ง  ท่านได้สมญานามว่า “พระยาพิชัยดาบหัก” ตั้งแต่นั้นมา  เมื่อสิ้นสมเด็จพระเจ้าตากสินแล้ว สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก  ได้ทรงเสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2325  ท่านไม่ยอมอยู่เป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย  จึงได้กราบบังคมทูลสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก  ขอถวายความจงรักภักดีถวายชีวิตตาม  สมเด็จพระเจ้าตากสิน  แต่ขอฝากบุตรชายให้รับราชการสนองพระเดชพระคุณสืบไป  พระยาพิชัยดาบหักจึงเป็นที่เคารพรักของคนจังหวัดอุตรดิตถ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  จังหวัดอุตรดิตถ์จึงได้จัดงานฉลองวันชัยชนะให้กับท่านระหว่างวันที่ 7–16 มกราคม ของทุกปี

 

มวยไทยสายพละศึกษา

ประวัติความเป็นมา

มวยไทยสายพลศึกษา  ได้ก่อกำเนิดมาพร้อมกับการจัดตั้งสามัคยาจารย์สมาคม  เพื่อจัดเป็นสถานที่การออกกำลังกาย สำหรับประชาชนทั่วไป  ปี พ.ศ.2497 โรงเรียนพลศึกษากลาง  ได้มีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรใหม่  การเรียนการสอน  ยังคงมีการเรียนมวยไทยเหมือนเดิม  โดยมีมวยไทยเป็นหมวดวิชาไม่บังคับ  หลังจากนาวาเอกหลวงศุภชลาศัยได้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพลศึกษา  ได้ของบประมาณสร้างสนามกีฬาแห่งชาติขึ้นที่บริเวณตำบลวังใหม่  อำเภอปทุมวัน  กรุงเทพมหานครฯ  และเรียกว่าสนามกีฬาแห่งชาติ  ในขณะเดียวกัน  โรงเรียนพลศึกษากลางมีการจัดการเรียนการสอนเต็มเวลา 5 ปี โดยเป็นนักเรียนทุนจากจังหวัดต่าง ๆ  ซึ่งมีหลักสูตรมวยไทยในการเรียนการสอนมวยไทยด้วย
ต่อมาหลักสูตรทางด้านพลศึกษา  วิทยาลัยพลศึกษายกฐานะเป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษาพลศึกษา  และต่อมาปี พ.ศ.2517 ได้ยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒพลศึกษา  และกรมพลศึกษาได้เปิดวิทยาลัยพลศึกษา ทั้งกรุงเทพฯ และส่วนภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 17 แห่ง   มวยไทยสายพลศึกษา  มีการสืบทอดอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด  ซึ่งมีปรมาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชามวยไทยสายพลศึกษาที่มีชื่อเสียงนั้นคือ อาจารย์สุนทร ทวีสิทธิ์ หรือ อาจารย์กิมเส็ง ทวีสิทธิ์  อีกคนหนึ่งคือ อาจารย์แสวง ศิริไปล์  ปรมาจารย์มวยไทยสายพลศึกษา  นอกจากนี้ยังมีอาจารย์ที่สอนในสายพลศึกษาซึ่งเกี่ยวกับมวยไทยอีกมากมาย ซึ่งทำหน้าที่สืบทอดมวยพลศึกษาต่อ ๆ กันมารุ่นสู่รุ่น
บุคคลที่มีชื่อเสียงในมวยไทยสายพลศึกษา  อาทิเช่น  อาจารย์สืบ จุณฑะเกาศลย์,  อาจารย์ผจญ
เมืองสนธ์, อาจารย์ณัชพล บรรเลงประดิษฐ์, อาจารย์นบน้อม อ่าวสุคนธ์, รองศาสตราจารย์ระดม ณ บางช้ามง ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมบูรณ์ ตะปินา, อาจารย์นอง เสียงหล่อ, อาจารย์จรัสเดช อุลิต, ผู้ช่วยศาสตราจารย์โพธิ์สวัสดิ์ แสงสว่าง, ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุรัจฺน์ เสียงหล่อ, อาจารย์สงวน มีระหงส์,  และอาจารย์จรวย แก่นวงษ์คำ  ผู้มีชื่อเสียงในการไหว้ครูและร่ายรำท่าสาวน้อยประแป้ง

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

กติกามวย รู้ไว้ก่อนขึ้นชก

ทำไมคุณควรฝึก มวยไทย ( Muay thai ) ที่กรุงเทพ

ศิลปะการรุกและรับ

ศิลปะการรุกและรับ

มวยไทย ศิลปะการต่อสู้และป้องกันตัวที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในการออกกำลังกาย หรือฝึกเพื่อเรียนรู้วิธีการต่อสู้แบบมวยไทย หลายคนคงเคยดูมวยมาบ้าง แล้วเห็นเขาสู้กันอย่างดุเดือด ได้ยินคำว่าฝ่ายรุกฝ่ายรับต่าง ๆ อยากรู้ว่ามันคืออะไร เรามาดูกันเลยดีว่า

 

ศิลปะการรุกและรับ หมายถึง การเลือกใช้ไม้มวยไทย และกลวิธีต่าง ๆ ผสมผสานกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ไม้มวยไทยที่ใช้ในการชกมวยไทย ได้แก่ หมัด เท้า เข่า และศอก การใช้หมัดชกคู่ต่อสู้ เรียกว่า "ไม้หมัด" การใช้เท้าเตะคู่ต่อสู้เรียกว่า "ไม้เตะ" การใช้เท้าถีบเรียกว่า "ไม้ถีบ" การใช้เข่าเรียกว่า "ไม้เข่า" การใช้ศอกเรียกว่า "ไม้ศอก" และยังมีการแบ่งตามลักษณะความสั้น - ยาวของการใช้ไม้มวยไทยด้วย โดยแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ไม้สั้น และไม้ยาว เช่น การใช้หมัดเหวี่ยงสั้น หมัดงัด ศอกและเข่า เรียกว่า "ไม้สั้น" การใช้เท้าเตะ ใช้เท้าถีบ หมัดเหวี่ยงยาว เรียกว่า "ไม้ยาว"

การเตะ ถีบ เข่า และศอก จะเรียกว่า "แม่ไม้" ส่วนการต่อย หมัดงัด หมัดเหวี่ยงสั้น - ยาว การเตะตรง เตะตัด เตะตวัด เตะเฉียง เตะกลับหลัง ถีบตรง ถีบข้าง ถีบกลับหลัง เข่าตรง เข่าเฉียง เข่าตัด เข่าลอย ศอกตี ศอกตัด ศอกกลับหลัง ศอกพุ่ง เหล่านี้เรียกว่า "ลูกไม้"

 

ศิลปะการรุก

ไม้รุก หมายถึง หลักวิชาการในการใช้ไม้มวยต่าง ๆ มาประกอบกันเพื่อเป็นการรุกโจมตีคู่ต่อสู้ มีทั้งการหลอกล่อ และเข้าสู้กันจริง โดยทั่วไปไม้นำของไม้รุกจะเป็นไม้ยาว มีความเร็ว รัดกุม มีหลักมั่นคง สามารถใช้ไม้อื่นต่อไปได้ เช่น การถีบตรง การเตะเฉียง เตะลิด ส่วนไม้ตามนั้นจะเป็นไม้ยาวหรือไม้สั้นก็ได้ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการใช้ไม้จังหวะแรกว่าได้ผลดีประการใด ดังนั้นจึงนิยมใช้ไม้มวยแบบสลับบนล่าง หรือซ้ายสลับขวา เพื่อให้คู่ต่อสู้พะวง ถ้าใช้ไม้รุกเฉพาะส่วน หรือส่วนล่างอย่างเดียวจะง่ายต่อการป้องกันแก้ไขโดยทั่วไปไม้รุกมีตั้งแต่จังหวะเดียวขึ้นไปจนไม่จำกัดจำนวน แต่นิยมใช้และได้ผลดี รวมไปถึงการฝึกหัดได้ง่าย คือ ไม้รุก 1 จังหวะ 2 จังหวะ และ 3 จังหวะ

  • ไม้รุก 1 จังหวะ หมายถึง การรุกเข้าไปแล้วใช้ไม้มวยเพียงอย่างเดียว เช่น การชกหมัดตรงขวา เตะขวา โยนเข่าขวาหรือด้านที่ถนัดที่สุด เรียกว่า "ไม้รุกจังหวะเดียว"
  • ไม้รุก 2 จังหวะ หมายถึง การรุกเข้าไปใช้ไม้มวย ๒ จังหวะ โดยในจังหวะที่ ๑ เป็นไม้หลอก เพื่อให้คู่ต่อสู้เสียหลัก แล้วตามไปใช้ไม้จริงในจังหวะที่ ๒ ต้องตามกันไปอย่างรวดเร็ว เรียกว่า "ไม้รุก 2 จังหวะ"
  • ไม้รุก 3 จังหวะ หมายถึง การรุกเข้าไปใช้ไม้มวยจังหวะที่ 1, 2 และ 3 ติดต่อกัน เช่น ต่อยหมัดนำ หมัดตรง แล้วเตะตาม ถ้าฝึกจนเกิดความชำนาญแล้ว ก็สามารถใช้ไม้สั้น เช่น ศอก เข่า หมัดตวัด หมัดงัด เป็นไม้นำได้เช่นกัน
  • ไม้รุก 4 จังหวะ หมายถึง การรุกเข้าไปใช้ไม้มวยจังหวะที่ 1, 2 และ 3 ติดต่อกัน และไม้รุกที่ออกไปต่างก็หวังผลทั้งหมด แล้วแต่โอกาส ส่วนมากจังหวะที่ 1 และ 2 เป็นไม้หลอก จังหวะที่ 3  และ 4 เป็นไม้จริง

 

ศิลปะการรับ

ไม้รับ หมายถึง หลักวิชาการในการนำเอาไม้มวยต่างๆ มาประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อแก้ไขการจู่โจมของฝ่ายรุก ไม้มวยชนิดหนึ่ง อาจแก้การจู่โจมของไม้มวยชนิดเดียวกัน หรือต่างชนิดก็ได้ หรือแก้ทีละไม้ เช่น แก้การต่อย แก้การเตะ แก้การถีบ แก้การศอก แต่ในการชกมวยจริง ๆ ไม่ได้ชกหรือเตะเพียงจังหวะเดียว แต่จะรุกเป็นชุด เช่น ต่อยนำ เตะตาม แล้วเข่าตาม หรือต่อยตามเข่าความหมายรวมไปถึงการทำทุกอย่างเพื่อแก้ไขการจู่โจม เช่น การถอยออกให้พ้นระยะ เพื่อไม่ให้ถูกอาวุธของคู่ต่อสู้ การหลบหลีก การปัดป้อง และการตอบโต้ ซึ่งมีการชิงลงมือก่อน การถอยแล้วตอบโต้ การหลบหลีกแล้วตอบโต้

ไม้รับในที่นี้จะกล่าวถึงการรับไม้มวยของคู่ต่อสู้ทีละชนิดตามลำดับ เริ่มตั้งแต่รับการต่อย รับการเตะ รับการถีบ รับการเข่า และรับการศอก โดยอาศัยการถอย หลบหลีก ปัดป้อง และตอบโต้ด้วยไม้มวยต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • การหลอกล่อ หมายถึง การเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อให้คู่ต่อสู้เข้าใจผิด หรือเพื่อไม่ให้คู่ต่อสู้จับทางเราได้ แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวอวัยวะต่าง ๆ โดยไม่เคลื่อนที่ไปจากที่เดิม คือหลอกด้วยสายตา คือ มองสูงแต่ใช้ไม้มวยไปสู่เป้าหมายที่ต่ำ หรือมองต่ำแต่ใช้ไม้มวยไปสู่เป้าหมายที่สูงหลอกด้วยศีรษะ คือ การเคลื่อนไหวศีรษะไปมาทั้งด้านซ้ายและด้านขวา เพื่อให้คู่ต่อสู้หลงทางหลอกล่อด้วยการเคลื่อนไหวลำตัว คือ การอาศัยความอ่อนตัว เช่น การโยกเอวหรือโยกลำตัวไปทางซ้ายและขวา
  • การถอยให้พ้นระยะ หมายถึง การถอยให้ห่างจากคู่ต่อสู้ อาจกระโดดเคลื่อนเท้าถอยหลัง หรือก้าวถอยหลัง แต่ต้องให้พ้นระยะไม้มวยของคู่ต่อสู้ ในการถอยเมื่อพ้นระยะแล้ว จะต้องอยู่ในท่าที่พร้อมจะตอบโต้คู่ต่อสู้ทันที
  • การโยกตัวหรือการเอนตัวให้พ้นระยะ หมายถึง การโยกตัวหรือเอนตัวออกให้พ้นระยะคู่ต่อสู้
  • การหลบหลีก หมายถึง การเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อหลบหลีกไม้มวยของคู่ต่อสู้ที่จู่โจมมา อาจใช้วิธีก้มตัวหลบด้านซ้ายและขวา
  • การปัดให้เบี่ยงออกไป หมายถึง การใช้มือหรือแขนปัดไม้มวยไปยังเป้าหมายอื่น
  • การปัดป้อง หมายถึง การใช้ส่วนต่าง ๆ ที่แข็งแรงของร่างกายปัดป้องอวัยวะที่เป็นจุดอ่อนของร่างกาย เช่น การใช้เข่าปัดป้องท้อง รวมถึงบริเวณลำตัว การใช้ศอกและเข่าบริเวณหน้าอก
  • การบังเกาะจับ หมายถึง การบังไม่ให้ไม้มวยของคู่ต่อสู้ปะทะกับตัวเรา การบังนั้นจะต้องอาศัยการผ่อนแรงให้ถูกจังหวะและเหมาะสมจึงจะได้ผลดี เมื่อบังเกาะจับได้แล้ว ก็สามารถใช้ไม้มวยตอบโต้ได้ทันที
  • การทำให้ล้ม ในมวยไทยมีหลายแบบ แต่ที่ถูกต้องตามกติกาคือ ใช้วิธีการบังเกาะจับแล้วผลักให้ล้ม หรือการกอดรัดแล้วเหวี่ยงให้ล้ม

 

ศิลปะการตอบโต้

ศิลปะการตอบโต้ หมายถึง การใช้ไม้มวยตอบโต้คู่ต่อสู้ด้วยวิธีการต่าง ๆ ได้แก่

  • ถอยแล้วตอบโต้ หมายถึง การถอยให้พ้นระยะไม้มวยที่จู่โจมมา แล้วจึงใช้ไม้มวยตอบโต้คู่ต่อสู้ทันที
  • การหลบหลีกแล้วตอบโต้ หมายถึง การเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อหลบหลีกให้พ้นระยะไม้มวยของคู่ต่อสู้ เช่น การก้มตัว การเอนตัว การย่อขา การเคลื่อนไหว
  • การชิงทำแล้วตอบโต้ หมายถึง การใช้ไม้มวยตอบโต้คู่ต่อสู้ที่ใช้ไม้รุกมายังเรา โดยให้ไม้มวยของเราออกไปให้ถึงเป้าหมายก่อน
  • การปัดป้องแล้วตอบโต้ หมายถึง การใช้ส่วนต่าง ๆ ที่แข็งแรงของร่างกายปัดป้องเป้าหมายที่คู่ต่อสู้จะจู่โจม ซึ่งส่วนมากเป็นบริเวณจุดอ่อนของร่างกาย เช่น ปลายคาง ใบหน้า คอ หน้าอก ลำตัว ลิ้นปี่ ท้อง ขาพับ
  • การปัดให้เบี่ยงออกจากไม้มวยของคู่ต่อสู้ หมายถึง การใช้มือหรือแขนปัดไม้มวยไปยังเป้าหมายอื่น
  • การทำให้ล้ม ในมวยไทยมีหลายแบบ แต่ที่ถูกต้องตามกติกา โดยใช้วิธีการบังเกาะจับ หรือทุ่มด้วยสะโพก

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ต่อย มวยไทย สร้างกล้ามหน้าท้อง V. ผู้หญิง

ความดุเดือดของ กีฬา มวยไทย ที่มาพร้อม คุณค่า ทาง จิตใจ

5 ภาพยนตร์ เกี่ยวกับมวยไทย

5 ภาพยนตร์ เกี่ยวกับมวยไทย

มวยไทย  ศิลปะการต่อสู้ของไทยที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ไม่เพียงแต่จะเป็นกิจกรรมสำหรับออกกำลังกายเพียงเท่านั้น แต่มวยไทยยังได้ถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์อีกด้วย มวยไทย เป็นอาวุธที่ฮีโร่ฉบับบไทยใช้ในการต่อสู้กับเหล่าคนร้าย วันนี้เราก็มีหนังที่เกี่ยวกับมวยไทยมานำเสนอ จะมีเรื่องอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

 

องค์บาก (2546)

ผู้กำกับ “ปรัชญา ปิ่นแก้ว” ชัดเจนมากในการนำเสนอความยิ่งใหญ่ของ “ศิลปะแม่ไม้มวยไทยโบราณ” ผ่านนักแสดงนำอย่าง “จา พนม (ทัชชกร ยีรัมย์)” หรือ “โทนี จา” ผู้รับบทเป็น บุญทิ้ง หนุ่มบ้านหนองประดู่ที่ออกตามหา องค์บาก พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกขโมยตัดเศียรไป

ฉากแอ็กชันทั้งหมดในเรื่องโดดเด่นด้วยการไม่ใช้สลิงและตัวแสดงแทน ทำให้ จา พนม กลายเป็นนักแสดงชายยอดนักบู๊แถวหน้าระดับโลกที่โด่งดังเพียงชั่วข้ามคืน และบทบาทใหม่เพิ่มเติมคือนั่งแท่นกำกับเองในภาคต่อมา โดยตัวหนังมีทั้งหมด 3 ภาค

เรื่องย่อ

องค์บาก พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาของหมู่บ้านหนองประดู่ ได้ถูกขโมยตัดเศียรไป บุญทิ้ง (ทัชชกร ยีรัมย์) หนุ่มบ้านหนองประดู่ จึงอาสาออกตามหามาจนถึงกรุงเทพฯ จนได้เจออ้ายหำแหล่หรือ จอร์จ (หม่ำ จ๊กมก) ลูกชายผู้ใหญ่บ้านที่ทิ้งท้องนาและกลิ่นโคลนสาปควายบ้านนอก มาร่วมทีมกับ หมวยเล็ก (ภุมวารี ยอดกมล) มาเป็น 18 มงกุฎ ต้มตุ๋นชาวบ้านเพื่อเลี้ยงปากท้อง

บุญทิ้งจึงไม่วายเป็นเหยื่อเพราะความซื่อ แต่ด้วยความที่เป็นคนดีและเคยช่วยเหลือชีวิตทั้งสองไว้ ภายหลังเขาจึงได้รับความช่วยเหลือจากทั้งสองในการตามหาองค์บาก พร้อมถูกดึงเข้าสู่การต่อสู้กับเจ้าพ่อมาเฟียอิทธิพลมืดจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด บุญทิ้งจึงขอต่อสู้ทั้งชีวิตด้วยศิลปะมวยไทยโบราณตลอดจนการเดินทางตามหาองค์บากเพื่อนำกลับคืนสู่หมู่บ้านให้ทันพิธีอุปสมบทหมู่ซึ่งจะจัดขึ้นในอีก 7 วันให้ได้

 

ต้มยำกุ้ง (2548)

ต่อยอดความสำเร็จกันอีกครั้งของผู้กำกับและนักแสดงคู่บุญ อย่าง “ปรัชญา ปิ่นแก้ว” และ “ทัชชกร ยีรัมย์” ยังคงนำเสนอ “ศิลปะแม่ไม้มวยไทยโบราณ” ผ่านเรื่องราวที่เข้มข้นและซับซ้อนขึ้น

การต่อสู้ข้ามชาติเพื่อเอาชีวิตรอดของเด็กหนุ่มและเพื่อนพ้อง เพื่อช่วยเหลือช้างพ่อลูก จนได้ค้นพบกับ “ตำนานมวยคชสาร” มีทั้งหมด 2 ภาค

เรื่องย่อ

การเดินทางข้ามโลกของ ขาม (จา พนม ยีรัมย์) เด็กหนุ่มบ้านป่าที่ชีวิตต้องพลิกผันโดยเงื้อมมือของผู้มีอิทธิพลระดับประเทศที่ลักพาช้างพลายสองพ่อลูก ซึ่งเด็กหนุ่มและพ่อของเขารักดั่งชีวิต และมีความมุ่งหมายอันสูงสุดที่จะมอบเป็นคชบาทแด่ในหลวง ไปขาย ณ ประเทศออสเตรเลีย ทางเดียวที่จะช่วยเหลือและรักษาชีวิตของช้างอันเป็นที่รักของเขาได้ นั่นก็คือ การบุกตะลุยถึงถิ่นเสือ โดยการเดินทางข้ามโลก

เรื่องไม่ง่ายอย่างใจคิด แม้เขาจะได้รับความช่วยเหลือจาก จ่ามาร์ค (หม่ำ จ๊กมก) นายตำรวจไทยและปลา (บงกช คงมาลัย) สาวไทยที่ถูกหลอกมาขายตัวในซิดนีย์ก็ตาม แต่ที่นั่น เขากลับต้องไปพัวพันกับการไล่ล่าของแก๊งค์มาเฟียที่นำโดย มาดามโรส (จิน ซิง) ที่มีลูกสมุนต่างชาติที่เต็มไปด้วยฝีมือทางการต่อสู้อย่าง จอห์นนี่ (จอห์นนี่ เหงียน) และ ทีเค (นาธาน โจนส์) อย่างไม่ได้ตั้งใจ

ณ วินาทีนี้ การต่อสู้ข้ามชาติเพื่อเอาชีวิตรอดของเด็กหนุ่มและเพื่อนพ้อง ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เพื่อตามหาและช่วยเหลือ พ่อใหญ่ และ ขอน ช้างพ่อลูก ที่เปรียบได้กับญาติพี่น้องของเขา นำไปสู่บททดสอบและการต่อสู้ครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาให้โลกได้ล่วงรู้ถึง อานุภาพของ "แม่ไม้มวยไทยโบราณ" ที่หนักหน่วง รุนแรง และยังไม่เคยได้รับการเปิดเผยมาก่อน โดยเฉพาะ "ตำนานมวยคชสาร"

 

ทองดีฟันขาว (2560)

ภาพยนตร์ปฐมบทก่อน พระยาพิชัย จะดาบหัก จากฝีมือการกำกับของนักแสดงรุ่นใหญ่ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” ดัดแปลงจากอัตชีวประวัติของ พระยาพิชัยดาบหัก หรือ จ้อย หรือ นายทองดีฟันขาว ทหารเอกใน สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

นำแสดงโดยนักมวยไทยชื่อดัง “บัวขาว บัญชาเมฆ” เรื่องราวก่อนที่ตัวละคร ทองดีฟันขาว จะได้จับดาบปกป้องพระเจ้าตากฯ เขาคือนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่ และใช้ “ศิลปะแม่ไม้มวยไทย” พิสูจน์ตนจนกลายเป็นวีรบุรุษ

เรื่องย่อ

ในสมัยอโยธยาตอนปลาย โรงมวยเปรียบเหมือนสถาบันที่รวมเหล่ายอดนักสู้ไว้ด้วยกัน ภายใต้การดูแลและฝึกสอนของครูมวยที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลายศาสตร์แตกต่างกันไป แต่กว่าจะได้รับการยอมรับเป็นศิษย์ของแต่ละสำนักนั้น ก็ต้องมีความอดทนและเก่งกาจไม่แพ้ใคร

“ทองดี” เป็นหนึ่งในนักสู้ที่เชื่อมั่นในฝีมือของตนจนไม่เคยรู้ว่าการฝึกการต่อสู้นั้น ครูเป็นเรื่องจำเป็นแค่ไหน จนกระทั่งได้พบกับความพ่ายแพ้แบบที่ยากจะยอมรับ การเดินทางเพื่อค้นหาครูมวยในศาสตร์ต่างๆ ของชายที่ชื่อ “ทองดีฟันขาว” จึงเริ่มขึ้น เพื่อไปสู่จุดที่เขาจะกลายเป็นนักมวยเลื่องชื่อคนสำคัญของอโยธยา

 

ไชยา (2550)

ไชยา เป็นภาพยนตร์ไทยที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2550 เป็นเรื่องเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้มวยไชยา ซึ่งเป็นมวยคาดเชือกแบบเก่าแก่โบราณของ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

กำกับโดย ก้องเกียรติ โขมศิริ ซึ่งเคยมีผลงานกำกับเรื่อง ลองของ และเขียนบทภาพยนตร์ เปนชู้กับผี ได้รับคัดเลือกเป็นภาพยนตร์ฉายปิด เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพ ประจำปี 2550 ในวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

เรื่องย่อ

เรื่องราวเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2520 เปี๊ยก (อัครา อมาตยกุล) สะหม้อ (สนธยา ชิตมณี) และเผ่า (ธวัชชัย เพ็ญภักดี) เป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่เด็ก ทั้งสามเป็นนักมวยไทยไชยา ซึ่งวันหนึ่งค่ายมวยที่สังกัดอยู่เกิดเลิกกิจการลง ทั้งสามจึงเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อตามหาความฝัน ที่จะได้เป็นนักมวยไทยที่มีชื่อเสียงซึ่งเปี๊ยก ไม่ประสบความสำเร็จในการชกมวย จึงตัดสินใจไปแข่งมวยเถื่อนหลังจากนั้นเปี๊ยกและสะหม้อได้เข้าไปเป็นลูกน้องของผู้มีอิทธิพล ส่วนเผ่าได้ไปเข้าค่ายมวยและขึ้นชกที่เวทีราชดำเนินก่อนโด่งดังในเวลาต่อมา เปี๊ยกและสะหม้อได้ร่วมมือกันฆ่าครูของเผ่าที่ป่าช้าก่อนที่เปี๊ยกจะโดนตำรวจจับในเวลาต่อมาและระหว่างที่จะย้ายเปี๊ยกไปคุมขังที่อื่นสะหม้อได้เข้ามาช่วยเปี๊ยกหนีและหลังจากที่เปี๊ยกขับรถหนีไปสะหม้อได้โดนฝรั่งกลุ่มที่เป็นนายหน้านักมวยฆ่าแต่สะหม้อเอาระเบิดติดกับตัวแล้วรถก็ระเบิด ในวันนี้เผ่าต้องลงชิงแชมป์กับนักมวยฝรั่งซึ่งเปี๊ยกได้มาที่สนามและฆ่าผู้มีอิทธิพลลงหลังจากนั้นจึงโดนตำรวจยิงก่อนตายเผ่าซึ่งได้แชมป์มาได้เข้ามาหาเปี๊ยกโดยศรีไพร ซึ่งเป็นภรรยาของเปี๊ยก

 

9 ศาสตรา (2561)

ภาพยนตร์แอนิเมชัน เนื้อหาว่าด้วยแฟนตาซีผสมผสานกับมวยไทย อำนวยการสร้างโดยบริษัท เอ็กซ์ฟอร์แมท ฟิล์มส์ และจัดจำหน่ายในประเทศไทยโดย บริษัท เอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งใช้เวลาในการสร้างถึง 4 ปีเต็ม และได้ออกฉายตรงกับสัปดาห์ วันเด็กแห่งชาติ เมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561 มีกำหนดฉายวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2562 ทางเน็ตฟลิกซ์

เรื่องย่อ

9 ศาสตรา เป็นเรื่องราวการผจญภัยของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ที่ชะตาลิขิตให้มากอบกู้อาณาจักรรามเทพนคร แผ่นดินปิตุภูมิของเขาให้รอดพ้นอำนาจทมิฬของยักษา ผู้ก่อความทุกข์เข็ญให้ประชาราษฎร์ เป็นการเดินทางที่ต้องอาศัยทั้งโชคชะตาและวิชายุทธอย่างมีคุณธรรม อ๊อด ชายหนุ่มแห่งโพ้นทะเล คือ ผู้ที่ถูกลิขิตมาให้รับภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการกอบกู้อาณาจักร พร้อมกับพลพรรคเพื่อนพ้อง ที่มีทั้งอาวุธและยุทธวิธีตามวิถีตะวันออก ไม่ว่าจะเป็น “เสี่ยวหลาน”โจรสลัดอากาศชาวจีน เธอเป็นสาวงามนักแม่นปืนจากกองเรือเหาะทะยานเมฆ พร้อมด้วยลิงทโมน นามว่า วาตะ รวมถึง อสูรสีชาด ยักษ์สีแดงร่างใหญ่ใจดี ส่วนอ๊อดนั้นได้ร่ำเรียนศิลปะการต่อสู้มวยไทย ที่เคยหายสาบสูญจากครูมวยอันดับหนึ่งของแผ่นดิน และได้ฝึกฝนเคี่ยวกรำอย่างหนักมาโดยตลอด เพื่อเตรียมต่อสู้กับหมู่มวลอธรรม

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

เอกลักษณ์ มวยไทย โบราณ ทั้ง 4 ภาค

ความดุเดือดของ กีฬา มวยไทย ที่มาพร้อม คุณค่า ทาง จิตใจ

มวยทะเลคืออะไร

มวยทะเลคืออะไร

มวยทะเลคืออะไร

มวย เป็นกีฬาและศิลปะการต่อสู้ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ และเฉพาะอย่างยิ่งคือชาวต่างชาติ เพราะมวยนั้นนับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ มวยนั้นช่วยลดน้ำหนักได้ดี ช่วยให้มีรูปร่างที่สวยงาม สามารถใช้ป้องกันตัวได้ นอกจากจะเป็นกีฬาที่นิยมออกกำลังกายกันแล้ว มวยยังเป็นการละเล่นพื้นบ้านอีกด้วย อย่างเช่น มวยทะเล ที่เราจะมาพูดถึงในวันนี้

 

มวยทะเล

มวยทะเล เป็นกีฬาพื้นเมืองภาคใต้ในสมัยก่อน เล่นแพร่หลายในแทบทุกจังหวัด เช่น พัทลุง สุราษฎร์ธานี และสงขลา เป็นต้น แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเริ่มเล่นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่พบว่ามีการเล่นกันในปี พ.ศ. ๒๔๔๙ โดยจัดให้เป็นกีฬาที่มีการสอนแก่นักเรียนนายร้อยในสมัยนั้น (โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า, ๒๕๑๐: ๓๙ – ๔๐) มวยทะเล มีการสันนิษฐานว่า ดัดแปลงมากจากการชกมวยไทยที่เป็นที่นิยมกันมานานแล้ว นำมาเล่นกันบริเวณชายหาดหรือในทะเล แล้วชกต่อยกันให้ฝ่ายใดตกทะเล จึงเรียกว่า มวยทะเล ทหารเรือนิยมจัดให้มีการแข่งขันกีฬามวยทะเล เนื่องจากได้ฝึกการต่อสู้และยังฝึกการว่ายน้ำเอาตัวรอดด้วย ชาวบ้านในภาคใต้นิยมเล่นสนุกสนานกันในเทศกาลตรุษจีน สงกรานต์ หรืองานรื่นเริงต่าง ๆ เล่นกันเฉพาะในหมู่ผู้ชายทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ในปัจจุบันยังมีการเล่นกีฬาชนิดนี้อยู่บ้าง

 

อุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่น

  • นวมคนละคู่
  • ไม้หมากหรือเสากลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 6 – 7 นิ้ว ยาวประมาณ 3 – 4 เมตร 1 ต้น สำหรับใช้เป็นเสาไม้พาด
  • ไม้หมากหรือเสากลมขนาดเท่ากับไม้พาดแต่สั้นกว่า คือ ยาวประมา เมตรครึ่ง ถึง ๓ เมตร สำหรับเป็นขารองรับไม้พาด จำนวน 4 ต้น

 

สถานที่

นิยมเล่นกันบริเวณหาดทราย หรือเล่นกันในน้ำ ที่เป็นน้ำตื้น โดยปักเสา 2 ต้นไขว้กัน เป็นขาสำหรับรองไม้พาดจำนวน 2 ขา ให้ขาทั้งสองห่างกันประมาณ 3 เมตร แล้วนำเสาไม้พาดหรือไม้หมากกลมวางพาดระหว่างเสาไขว้ที่เป็นขาทั้ง 2 ข้าง ให้เสาไม้สูงจากพื้นดินประมาณ 100 – 200 เซนติเมตร แล้วใช้น้ำมันหมูหรือน้ำมันมะพร้าวทาเสาไม้พาดให้ลื่น ตรงกึ่งกลางเสาไม้พาดทำสัญลักษณ์ไว้ บางท้องถิ่นนิยมเล่นกันในลาดวัดโดยรองพื้นด้วยทรายนุ่ม เพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากการตกลงมาจากไม้พาด

 

วิธีการเล่น

  • เล่นครั้งละ 2 คน โดยให้ผู้เล่นทั้ง 2 คนสวมนวมที่มือ แล้วปีนขึ้นไปนั่งคร่อมในลักษณะขี่ม้าบนเสาไม้พาด ให้แต่ละคนนั่งห่างจากจุดกลางไม้พาดคนละ 1 เมตร นั่งหันหน้าเข้าหากัน โดยผู้เล่นจะต้องพยายามนั่งทรงตัวอยู่บนเสาไม้พาดที่ลื่นให้ได้
  • เมื่อทั้งผู้เล่นพร้อมแล้ว กรรมการจะให้สัญญาณเริ่มเล่น ผู้เล่นจะต้องเขยิบตัวเข้าหากัน แล้วก็ชกต่อยเหมือนกับชกมวยทั่ว ๆ ไป ต้องทำให้อีกฝ่ายตกจากไม้ให้ได้
  • ผู้เล่นคนไหนสามารถชกให้อีกฝ่ายตกจากเสาไม้พาดได้ก่อนถือว่าเป็นผู้ชนะ

 

กติกา

  • ใช้การชกหรือต่อยด้วยหมัดเท่านั้น ห้ามตบหรือผลัก
  • ผู้เล่นคนไหนที่เสียการทรงตัว ไม่สามารถคร่อมอยู่บนเสาไม้ได้ ปล่อยให้ตัวพลิกไปอยู่ใต้เสาไม้พาด แต่ไม่ตกลงสู่พื้น จะไม่ถือว่าตกจากเสาไม้พาด อนุญาตให้เล่นต่อไปได้
  • ถ้ามือหรือเท้าของผู้เล่นถูกพื้นดินหรือพื้นน้ำใต้เสา จะถือว่าตกจากเสาไม้พาดแล้ว ถือว่าแพ้

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ยืดกล้ามเนื้อ ก่อนขึ้นชก ดียังไง

เคารพ กฏ กติกา ในการ ต่อย มวยไทย

เลือกนวมชกมวยยังไงดี

เลือกนวมชกมวยยังไงดี

เลือกนวมชกมวยยังไงดี

มวย เป็นกีฬาที่คนหันมาให้ความสนใจกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นกีฬาที่ช่วยลดน้ำหนักได้ดี ใช้ป้องกันตัวได้ และไอเทมสำคัญอย่างหนึ่งของมวยก็คือ นวมมวย ซึ่งเป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งที่นักมวยจะต้องใส่ไว้ที่มือ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บในขณะที่ชกอยู่ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นเบาะกระจายพลังของหมัดในขณะชกมวยและยังช่วยป้องกันอาการกระดูกฝ่ามือร้าวหรือหัก เพื่อเป็นการปกป้องนักกีฬาทั้งสองฝ่าย

 

นวมมวยมี 2 แบบ

หนังแท้  นวมชกมวยที่ทำจากหนังแท้ จะมีความทนทานสูง และไม่ขาดง่าย แต่ผิวสัมผัสจะค่อนข้างแข็ง หากนำไปชกโดยที่คู่ซ้อมไม่สวมเฮดการ์ด อาจทำให้ได้รับบาดเจ็บได้ รวมไปถึงยังมีราคาที่ค่อนข้างสูงพอสมควร

หนังเทียม นวมชกมวยที่ใช้หนังเทียมในการผลิตจะมีฟองน้ำเพื่อเพิ่มความหนา ทำให้นวมนุ่มกว่าแบบแรก และมีราคาถูกกว่า แต่คุณภาพของหนังเทียมก็จะไม่ทนทานเท่าหนังแท้ และอายุการใช้งานอาจจะอยู่ด้ไม่นานเท่าหนังแท้

 

ขนาดของนวม

ขนาดของนวมชกมวยนั้นจะใช้หน่วยเป็น ออนซ์ (Ounce หรือ Oz) โดยมีตั้งแต่ขนาด 4 ออนซ์ ถึง 16 ออนซ์ หรืออาจจะมากกว่า เรื่องน้ำหนักของนวมนั้นส่งผลต่อการออกหมัด เพราะยิ่งนวมมีน้ำหนักเยอะ ก็ยิ่งต้องใช้แรงในการออกหมัดมากขึ้นตามมาด้วย

 

ประเภทของนวม

1 Boxing Gloves คือนวมชกมวยอเนกประสงค์ ที่ใช้ชกกระสอบทรายหรือชกกับคู่ซ้อมก็ได้ และเหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มหรือหัดชกมวยใหม่ ๆ

2 Bag Gloves คือนวมต่อยกระสอบ เป็นนวมสำหรับใช้ในการซ้อมชกกับกระสอบทรายคนเดียว ออกแบบมาเพื่อป้องกันมือของผู้สวมใส่โดยเฉพาะ

3 Sparring Gloves เป็นนวมที่ใช้ในการซ้อมชกกับคู่ซ้อม โดยตัวนวมนั้นสามารถป้องกันอาการบาดเจ็บที่มือของผู้สวมใส่และคู่ซ้อมได้เป็นอย่างดี

4 Muay Thai Gloves หรือนวมมวยไทย เหมาะสำหรับใช้ในการลงแข่งมวยไทย มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับ Boxing Gloves แต่ผู้สวมใส่สามารถกางมือออกได้ มีให้เลือกทั้งแบบเชือกและตีนตุ๊กแก ซึ่งช่วยให้สวมใส่ได้กระชับยิ่งขึ้น

5 Mexican Style Boxing Gloves เป็นนวมที่ใช้สำหรับการแข่งขันมวยสากล บริเวณข้อมือของนวมประเภทนี้จะยาวกว่านวมมวยไทยพอ ซึ่งช่วยซัพพอร์ตข้อมือได้ดีเลยทีเดียว

6 Mixed Martial Arts Gloves คือนวมที่ใช้เพื่อแข่งมวย MMA ลักษณะของนวมประเภทนี้จะแตกต่างจากนวมแบบอื่นอย่างเห็นได้ชัด คือส่วนของนิ้วมือจะเปิดออก

 

เราควรที่จะเลือกนวมให้เหมาะกับการใช้งาน และเหมาะกับขนาดมือของตัวเอง โดยน้ำหนักของนวมที่นิยมใช้กันจะอยู่ที่ 6 – 10 ออนซ์ เพราะไม่เบาหรือหนักจนเกินไป

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

นักมวยแห่งยุค ในวงการ UFC ศิลปะการต่อสู้ผสม

อย่า ชั่งใจ ที่จะ ชั่งน้ำหนัก ของตัวเอง

เรียนมวยที่ไหนดี

เรียนมวยที่ไหนดี

เรียนมวยที่ไหนดี

ในปัจจุบัน มวยไทย นั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ ชาวไทย หรือชาวต่างชาติ ล้วนแล้วแต่ให้ความสนใจกับกีฬามวยกันอย่างแพร่หลาย เพราะมวยนั้นเป็นกีฬาที่จะทำให้เราได้ใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายอย่างเต็มที่ เป็นกีฬาที่ช่วยลดน้ำหนักได้ดี และยังใช้ป้องกันตัวได้ดีอีกด้วย สำหรับคนที่อยากเรียนมวย เราขอแนะนำที่ เจริญทอง มวยไทยยิม

 

ที่เจริญทองมวยไทยยิม เป็นยิมมวยที่ยังคงรักษากลิ่นอายและเอกลักษณ์ของมวยขนานแท้เอาไว้ มีบรรยากาศการเรียนการสอนที่เป็นกันเอง ทำให้ผู้ที่มาเรียนสามารถปรับตัวไปเร็ว และไม่รู้สึกเกร็ง ที่เจริญทอง มวยไทยยิม ยังมีครูสอนมวยที่มีความสามรถ และเก่งกาจ อุปกรณ์ที่ใช้ในการต่อยมวยเรียนมวย ก็มีครบครัน และที่ยิมมวย ยังมีการรักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัด ให้ผู้ที่เข้ามาเรียนหรือใช้บริการมั่นใจในความสะอาดและความปลอดภัยต่อสุขภาพได้ ส่วนใหญ่ผู้ที่มาเรียนมวยจะเป็นผู้หญิงซะเยอะ คิดเป็นประมาณ 70% ได้ เพราะฉะนั้น สาว ๆ ที่อยากมาเรียนมวยก็ไม่ต้องกลัวไปว่าจะไม่มีเพื่อนสาว ๆ อยู่ด้วยกัน มาเรียนมวยกับที่ เจริญทอง มวยไทย คุณจะได้ทั้งความรู้เกี่ยวกับมวย ได้ออกกำลังกายอย่างเต็มที่ และได้ความสนุกในทุก ๆ ครั้งที่มาเรียนแน่นอน

 

เจริญทองมวยไทยนั้นมีหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น สาขาเหม่งจ๋าย สาขารัชดา สาขาข้าวสาร สาขาศรีนครินทร์ สาขาสนามบินน้ำ สาขาสมุย สาขาเขาหลัก พังงา สาขาหาดใหญ่ และสาขาภูเก็ต

 

การเรียนมวยไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว ถ้าใครที่กำลังลังเลว่าจะเรียนดีหรือไม่เรียนดี เราขอบอกเลยว่า ไม่ต้องลังเลแล้ว เพราะการเรียนมวยนั้นจะทำให้คุณได้ออกกำลังกาย สำหรับคนที่ต้องการลดความอ้วน มวยเป็นตัวเลือกที่ดีมากเลยทีเดียว นอกจากคุณจะได้สุขภาพที่แข็งแรงขึ้น กล้ามเนื้อที่สวยงามขึ้น คุณยังสามารถใช้ในการป้องกันตัวได้อีกด้วย ทั้งสนุกทั้งได้ประโยชน์ขนาดนี้ ไม่ต้องคิดเยอะเลย มาเรียนมวยกันเถอะ!

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

นักมวยแห่งยุค ในวงการ UFC ศิลปะการต่อสู้ผสม

Check In 5 ยิม มวยไทย ( Muay Thai ) ย่านศรีนครินทร์

ยืดกล้ามเนื้อ ก่อนขึ้นชก ดียังไง

ยืดกล้ามเนื้อ ก่อนขึ้นชก ดียังไง

ยืดกล้ามเนื้อ ก่อนขึ้นชก ดียังไง

 

ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม ในทุก ๆ เช้าเราควรจะยืดกล้ามเนื้อ ยืดเส้นยืดสายของเราให้พร้อมรับมือกับในวันนั้น ๆ โดยปกติแล้วเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนควรจะรู้และทำความเข้าใจ ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงด้วยแล้วล่ะก็ ร่างกายของคุณต้องการการยืดหยุ่นสูงมาก ๆ เพราะฉะนั้นการยืดร่างกายในทุก ๆ เช้าถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่เพียงแค่คุณผู้หญิงเท่านั้น แต่ผู้ชายก็ต้องการกล้ามเนื้อที่ยืดหยุ่นไม่แพ้กัน โดยเฉพาะนักกีฬา นักมวย ยิ่งต้องมีร่างกายที่ยืดหยุ่นเพื่อให้ไม่บาดเจ็บนั่นเอง

 

การยืดกล้ามเนื้อทุกเช้าดียังไง

  • อันดับแรกเลย การยืดกล้ามเนื้อทุกเช้าทำให้เรารู้สึกว่าร่างกายได้รับการยืดหยุ่น ช่วยให้เราทำกิจกรรมในวันนั้น ๆ ได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน หรือแม้กระทั่งการเดินไปไหนมาไหน คุณจะไม่มีอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อในส่วนต่าง ๆ ถ้าไม่ได้ใช้งานหนักจนเกินไป
  • ทำให้สุขภาพดี การยืดกล้ามเนื้อ ฝึกลมหายใจของเราทำให้สุขภาพดีขึ้นจริง ๆ นอกจากเราจะได้ยืดหยุ่นร่างกายแล้วเนี่ย ร่างกายของเรายังได้รับการเผาผลาญพลังงาน เผาผลาญไขมันส่วนเกินในตอนเช้าอีกด้วย
  • ระบบขับถ่ายดีขึ้น การที่เรายืดกล้ามเนื้อหรือสียเหงื่อในตอนเช้า ทำให้ร่างกายของเราปรับสมดุลได้ดีขึ้น ระบบในร่างกายทำงานได้เป็นอย่างดี รวมทั้งระบบขับถ่ายอีกด้วย
  • สุขภาพจิตดีขึ้น การที่เราได้ตื่นเช้ามาทำอะไรหลาย ๆ อย่างในตอนเช้า อย่างเช่นการยืดกล้ามเนื้อหรือออกกำลังกายเบา ๆ จะทำให้เราได้รับอากาศที่บริสุทธิ์ในยามเช้า และสุขภาพที่ดีตั้งแต่เริ่มวันใหม่ พาให้สุขภาพจิตของเราดีขึ้นด้วยนั่นเอง

 

ก่อนขึ้นชกทำไมต้องยืดกล้ามเนื้อ

การยืดกล้ามเนื้อของนักกีฬาทุกประเภทถือเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะนักมวย ถ้าเกิดนักมวยได้รับการยืดหยุ่นร่างกายที่ถูกต้องและเหมาะสม จะช่วยให้รับมือกับคู่ชกได้ดีมากขึ้น เมื่อร่างกายยืดหยุ่น ไม่ว่าจะ ล้ม โดนชก หรือออกหมัด ก็สามารถมั่นใจได้เต็มที่ เพราะกล้ามเนื้อของเราจะไม่บาดเจ็บ แถมประสาทสัมผัสใจการรับรู้ การควบคุมลมหายใจยังดีขึ้นอีกด้วย

 

ในการยืดกล้ามเนื้อสามารถยืดส่วนไหนได้บ้าง

  • กล้ามเนื้อคอ
  • กล้ามเนื้อหลังและสะโพก
  • ต้นขาด้านหน้าและด้านหลัง
  • กล้ามเนื้อน่อง
  • กล้ามเนื้อแขน
  • กล้ามเนื้อ ไหล่ สะบัก หน้าอก

 

ในเมื่อทุกคนเห็นข้อดีของการยืดกล้ามเนื้อแล้ว เราก็อย่าลืมปฏิบัติตัวตามที่ร่างกายของเราต้องการ ด้วยการยืดกล้ามเนื้อทุกเช้าให้มีความยืดหยุ่น เพราะนอกจากสุขภาพร่างกายจะดีแล้วเนี่ย ในตอนเช้าการที่เราได้ออกกำลังกายสามารถทำให้สุขภาพจิตของเราดีอีกด้วยนะทุกคน

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

เริ่มต่อยมวยยังไงดีนะ

มวยไทยกับการเตะ

กติกามวย รู้ไว้ก่อนขึ้นชก

กติกามวย รู้ไว้ก่อนขึ้นชก

กติกามวย รู้ไว้ก่อนขึ้นชก

 

ทุกกีฬาย่อมมีกติกา ไม่เว้นแม้กระทั่งมวยไทย ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกับกติกามวยที่ควรรู้เบื้องต้น ทั้งในเรื่องของการชกและการลงคะแนนหมัดของนักมวย ซึ่งมีหลักเกณฑ์ละวิธีการให้คะแนนอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของสนามมวยของแต่ละพื้นที่อีกด้วย โดยเราจะพูถึงการให้คะแนนต้องให้ตามหลักเกณฑ์ก่อนเป็นอันดับแรก

 

การชก หมายถึง อวัยวะ (อาวุธ) ที่ใช้ในการต่อสู้ คือ หมัด เท้า เข่า ศอก การชกที่ได้คะแนนมีดังนี้

  • นักมวยฝ่ายใดใช้อาวุธมวย (หมัด-เท้า-เข่า-ศอก) โดยถูกต้องตามกติกา กระทำถูกคู่แข่งขันได้มากกเป็นผู้ชนะ
  • นักมวยฝ่ายใดที่ใช้อาวุธมวยไทยตามลักษณะแบบแผนมวยไทย โดยถูกต้องตามกติกากระทำคู่ต่อสู้ได้หนักหน่วง ชัดแจ้ง รุนแรง และถูกเป้าหมายที่สำคัญได้มากกว่า เป็นฝ่ายชนะ
  • ฝ่ายใดใช้อาวุธมวยไทย กระทำคู่ต่อสู้ให้เกิดบอบช้ำ บาดแผลที่เป็นอันตรายมากกว่า เป็นฝ่ายชนะ
  • นักมวยฝ่ายใดเป็นผู้เดินเข้ากระทำ (ฝ่ายรุก) มากกว่าเป็นฝ่ายชนะ
  • นักมวยฝ่ายใดเป็นผู้ รุก – รับ – หลบหลีก - ตอบโต้ ตามลักษณะและชั้นเชิงมวยไทยได้ดีกว่า เป็นฝ่ายชนะ
  • นักมวยฝ่ายใด ที่มิได้กระทำฟาล์วหรือกระทำฟาล์วน้อยกว่า เป็นฝ่ายชนะ

การชกที่ไม่ได้คะแนนมีดังนี้

  • การชกที่ละเมิดกติกาข้อหนึ่งข้อใด
  • อาวุธที่กระทำไปถูก แขน, ขา ของคู่แข่งขัน อันเป็นลักษณะของการป้องกันของคู่แข่งขัน
  • อาวุธที่กระทำถูกคู่แข่งขัน แต่เบา คือไม่มีน้ำหนักส่งจากร่างกาย เช่น ตัว ลำตัว หรือไหล่

การฟาล์ว

  • ระหว่างการชกแต่ละยก ผู้ตัดสินต้องคำนึงถึงความสำคัญของการฟาล์ว และตัดคะแนนตามที่ผู้ชี้ขาดสั่งให้ตัดคะแนน
  • ถ้าผู้ตัดสินเห็นการฟาล์วอย่างชัดเจน โดยกรรมการไม่ได้สังเกตและตัดคะแนนผู้แข่งขันที่กระทำฟาล์วนั้น ผู้ตัดสินจะต้องประเมินดูความรุนแรงของการฟาล์ว และตัดคะแนนไปตามความเหมาะสม พร้อมทั้งระบุไว้ด้วยว่า ทำฟาล์วด้วยเหตุใด

หลักการให้คะแนน

  • ในยกหนึ่ง ๆ มีคะแนนเต็ม 10 คะแนน และให้คู่แข่งขันลดลงไปตามส่วน คือ 9 – 8 – 7 คะแนน
  • ในยกที่เสมอกันจะได้ฝ่ายละ 10 คะแนน
  • ผู้ชนะในยกนั้น จะได้คะแนน 10 คะแนน ผู้แพ้ได้ 9 คะแนน
  • ผู้ชนะในยกที่ชัดเจนมาก จะได้คะแนน 10 คะแนน ผู้แพ้ได้ 8 คะแนน
  • ผู้ชนะในยกนั้น และได้นับ 1 ครั้ง จะได้คะแนน 10 ผู้แพ้ได้ 8 คะแนน
  • ผู้ชนะชัดเจนมากในยกนั้น และได้นับ 1 ครั้ง จะได้คะแนน 10 ผู้แพ้ได้ 7 คะแนน
  • ผู้ชนะในยกนั้น และได้นับสองครั้ง จะได้คะแนน 10 ผู้แพ้ได้ 7 คะแนน
  • นักมวยที่กระทำฟาล์ว ต้องไม่ได้คะแนนเต็มในยกที่ถูกตัดคะแนน

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ประวัติมวยไทย

เอกลักษณ์ มวยไทย โบราณ ทั้ง 4 ภาค

 

ประวัติมวยไทย

ประวัติมวยไทย

ประวัติมวยไทย

ปัจจุบันมวยไทยได้รับความนิยมเป็นอย่างมากทั้งในไทยและในต่างประเทศ ยังเป็นกีฬาที่ช่วยส่งเสริม อนุรักษ์ และสืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทย และมวยไทยยังเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ที่สามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นได้ในยามคับขันได้

 

มวยไทยเริ่มมีและใช้กันในการสงครามในสมัยก่อน ในปัจจุบันมีการดัดแปลงมวยไทยมาใช้ในกองทัพโดยเรียกว่า "เลิศฤทธิ์" ซึ่งแตกต่างจากมวยไทยในปัจจุบันที่ใช้เป็นการกีฬา โดยมีการใช้นวมขึ้นเพื่อป้องกันการอันตรายที่เกิดขึ้น มวยไทยยังคงได้ชื่อว่า ศาสตร์การโจมตีทั้งแปด ซึ่งรวม สองมือ สองเท้า สองศอก และสองเข่า (บางตำราอาจเป็น นวอาวุธ ซึ่งรวมการใช้ศีรษะโจมตี หรือ ทศอาวุธ ซึ่งรวมการใช้บั้นท้ายกระแทกโจมตีด้วย)

 

มวยไทยสืบทอดมาจากมวยโบราณ ซึ่งแบ่งออกเป็นแต่ละสายตามท้องที่นั้น ๆ โดยมีสายสำคัญหลัก ๆ เช่น มวยท่าเสา (ภาคเหนือ) มวยโคราช (ภาคอีสาน) มวยไชยา (ภาคใต้) มวยลพบุรีและมวยพระนคร (ภาคกลาง) มีคำกล่าวไว้ว่า "หมัดหนักโคราช ฉลาดลพบุรี ท่าดีไชยา ไวกว่าท่าเสา"

 

กีฬามวยไทยได้รับความนิยมมากในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ยุคที่นับว่าเฟื่องฟูที่สุดคือ รัชกาลที่ 5 พระองค์ได้ศึกษาฝึกฝนการชกมวยไทย และโปรดให้จัดการแข่งขันชกมวยหน้าพระที่นั่ง โดยคัดเลือกนักมวยฝีมือดีจากภาคต่าง ๆ มาประลองแข่งขัน และพระราชทานแต่งตั้งให้มีบรรดาศักดิ์ ทั้งยังโปรดให้กรมศึกษาธิการ บรรจุการสอนมวยไทยเป็นวิชาบังคับ ในโรงเรียนฝึกหัดครูพลศึกษา มีการชกมวยถวายหน้าพระที่นั่งเป็นประจำจนถึงสมัยรัชกาลที่ 6 ที่วังสวนกุหลาบ ทั้งการต่อสู้ประลองระหว่างนักมวย กับครูมวยชาวไทยด้วยกัน และการต่อสู้ระหว่างนักมวยกับครูมวยต่างชาติ ในการแข่งขันชกมวยในสมัยรัชกาลที่ 6 ระหว่างมวยเลี่ยะผะ (กังฟู) ชาวจีนโพ้นทะเล ชื่อนายจี่ฉ่าง กับ นายยัง หาญทะเล ศิษย์เอกของ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มีท่าจรดมวยแบบมวยโคราช ซึ่งเน้นการยืดตัวตั้งตระหง่านพร้อมที่จะรุกและรับโดยเน้นการใช้เท้าและหมัดเหวี่ยง และต่อมาได้เป็นแบบอย่างในการฝึกหัดมวยไทยในสถาบันพลศึกษาส่วนใหญ่ สมัย รัชกาลที่ 7 ในยุคแรกการแข่งขันมวยไทยใช้การพันมือด้วยเชือก จนกระทั่ง นายแพ เลี้ยงประเสริฐ นักมวยจากท่าเสา จังหวัดอุตรดิตถ์ ต่อยนายเจียร์ นักมวยเขมร ด้วยหมัดเหวี่ยงควายถึงแก่ความตาย จึงเปลี่ยนมาสวมนวมแทน ต่อมาเริ่มมีการกำหนดกติกาในการชก และมีเวทีมาตรฐานขึ้นแห่งแรกคือเวทีมวยลุมพินีและเวทีมวยราชดำเนินจัดแข่งขันมวยไทยมาจนปัจจุบัน

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

มวยไทยมาจากไหน

เครื่องรางของขลังในมวยไทย

ต่อยกันป่าว!!

ต่อยกันป่าว!!

ต่อยกันป่าว!!

ปัจจุบันมวยไทยได้รับความนิยมเป็นอย่างมากทั้งในไทยและในต่างประเทศ  นอกจากจะเป็นกีฬาที่ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อทุกส่วนให้กับผู้เล่นแล้ว  มวยไทยยังเป็นกีฬาที่ช่วยส่งเสริม  อนุรักษ์  และสืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทย  และมวยไทยยังเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว  ที่สามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นได้ในยามคับขันได้   นอกจากนี้การฝึกมวยไทยยังสามารถนำไปใช้ในการแสดงศิลปะมวยไทย  หรือนำไปเป็นอาชีพสร้างรายได้ให้แก่ตนเองอีกด้วย

 

มวยไทยไม่ได้เป็นแค่กีฬาหรือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นไทยเพียงเท่านั้น  แต่สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษนั่นก็คือการใช้ท่าทางของมวยไทยมาเป็นอาวุธในการป้องกันตัว  ช่วยให้คลายเครียด  และช่วยเผาผลาญพลังงานได้มากถึง 1,000 กิโลแคลลอรี่  ต่อ 1 ชั่วโมงกันเลยทีเดียว 

 

คลายเครียดได้ยังไง

เพราะว่าสารเอ็นโดรฟินที่หลั่งออกมาในระหว่างและหลังการเล่นกีฬาจะช่วยลดความเครียด  และสร้างสปิริตให้ตัวของคุณได้   มันจะช่วยกระตุ้นการปล่อยสารเคมีชนิดหนึ่งในประสาทที่ช่วยให้คุณรู้สึกสบาย  ลดความเจ็บปวด  และมีความรู้สึกดีกับตัวเอง  นอกจากนั้นยังช่วยลดความรู้สึกหงุดหงิด  ความเฉื่อยชา  และความวิตกกังวล  ทำให้คุณสมองที่ปลอดโปร่ง  และเมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะทำให้กายและใจของคุณผ่อนคลาย  เมื่อเรารู้สึกผ่อนคลายก็จะทำให้เราสมารถทำงานได้ดีขึ้น

 

มวยไทยช่วยลดความอ้วน

การต่อยมวยทำให้ทุกส่วนของร่างกายได้ใช้งาน   นอกเหนือไปจากการกระตุ้นความแข็งแรงของร่างกายและระบบไหลเวียนโลหิตแล้ว  การต่อยมวยยังช่วยเพิ่มการฝึกทักษะท่าด้านร่างกายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการทรงตัว  การทำงานประสานกันของอวัยวะ  ปฏิกิริยาตอบโต้และความคล่องตัว 

การชกมวยยังเป็นทางเลือกใหม่ในการออกกำลังกายแบบ  High-intensity Interval Training ( การออกกำลังกายแบบความเข้มข้นสูง )  เพราะการชก 1 ยกทำให้เราใช้ร่างกายไปถึงระดับสูงสุด  และการพักระหว่างยกทำให้ร่างกายฟื้นตัวจากความอ่อนล้าได้เร็วขึ้น  เป็นทั้งการออกกำลังกายแบบที่ผสมผสานเผาผลาญพลังงานโดยการใช้ออกซิเจนและไม่ใช้ออกซิเจนเข้าด้วยกัน  การออกกำลังกายประเภทนี้จะช่วยให้สร้างความแข็งแรง  ความรวดเร็ว  และกระตุ้นระบบเผาผลาญในร่างกาย  เมื่อนำมาเทียบกับการวิ่งหรือปั่นจักรยานจะเผาผลาญพลังงานได้มากกว่า แต่ใช้เวลาที่น้อยลง

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

มวยไทย ( Muay Thai) เพลิน เบิร์น 1,000 Kcal

ประโยชน์ มวยไทย ที่ช่วยพัฒนาชีวิตทำงานให้ดีขึ้น

เอกลักษณ์ มวยไทย โบราณ ทั้ง 4 ภาค

เอกลักษณ์ มวยไทย โบราณ ทั้ง 4 ภาค

มวยไทย เป็น ศิลปะป้องกันตัว ของไทย เป็นที่นิยมกันมากขึ้น เพราะ การต่อยมวย ถือว่าเป็น การออกกำลังกาย แต่หลายคนคงไม่รู้ว่า มวยไทย โบราณ ของบ้านเรา มีทั้ง 4 ภาค ซึ่งมี เอกลักษณ์ ที่แตกต่างกันออกไป

มวยไทย (
Muay Thai ) เป็น ศิลปะการต่อสู้ ป้องกันตัว ที่สามารถนำไปใช้ได้ ทั้งเชิง กีฬา และ การต่อสู้จริง ศิลปะประเภทนี้มีมาตั้งแต่โบราณ วันนี้เราเลยจะมาดูกันว่า ศิลปะการต่อสู้โบราณ ทั้ง 4 ภาค จะมี เอกลักษณ์แบบใดบ้าง

ภาคกลาง มวยลพบุรี

มวยลพบุรี หรือ มวยไทยภาคกลาง โดยมี เอกลักษณ์ คือการ พันข้อเท้า และ พันมือ มาถึงข้อแขน ซึ่งจะเป็น เอกลักษณ์ที่ชัดเจนของ มวยลพบุรี เป็นมวยที่ไม่เน้นความดุดัน ไม่เน้นกำลัง แต่เน้นใช้ควาดคิด ใช้ความฉลาดในการชก มีความเร็วในจังหวะรุก และ จังหวะรับ รุกรับคล่องแคล่วว่องไว ต่อยหมัดตรงได้แม่นยำ

เรียนลักษณะการ ต่อยมวย แบบนี้ว่า มวยเกี้ยว ซึ่งหมายถึง มวยที่ใช้ชั้นเชิงเข้าทำคู่ต่อสู้ โดยใช้กลลวงมากมาย จะมีการเคลื่อนตัวอยู่เสมอ หลอกล่อหลบลีกได้ดี สายตาดี รุกรับ และออกอาวุธ หมัด เท้า เข่า ศอก ได้อย่างรวดเร็ว

 

ภาคเหนือ มวยท่าเสา

มวยท่าเสา หรือ มวยภาคเหนือ โดยครูมวย ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่รู้จักในนามว่า ครูเมฆ เป็น ครูมวยท่าเสา ที่มีลีลาการฉกสวยงาม มาพร้อมกับ ความอันตราย และ ความคล่องแคล่ว ตามประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า ทองดี หรือ พระเจ้าพิชัยดาบหัก ก็คือ ลูกศิษย์ของ ครูเมฆ

เอกลักษณ์ ของ มวยท่าเสา จะไหว้พระแม่ธรณีก่อนทำพิธีไหว้ครู การไหว้ครูมวยท่าเสาจะไหว้บรมครูก่อนคือ พระอิศวร การกราบพระรัตนตรัย จะกราบในทิศหรดี ซึ่งเป็นทิศที่ผีฟ้าไม่ข้าม การนับหน้าไหว้ครูไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นไปตามประเพณีของพราหมณ์ ในการเห็นหน้าโบราณสถาน หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

หรือ นักมวย ก่อนกราบจะหันหน้าเข้าหาดนตรี ปี่ กลอง เพราะถือว่า ดนตรี ปี่ กลอง ได้ไหว้ครูหรือพระอิศวรแล้ว เมื่อตั้งมวยได้ถูกต้อง และย่างแปดทิศ ได้คล่องแคล่วแล้ว นักมวย จะต้องฝึกท่ามือสี่ทิศพร้อม ๆ กัน กับการจดมวย และย่างแปดทิศ ท่ามือมีสัญชาตญาณเพื่อให้เกิดการ หลบหลีก ปัด ป้อง ปิด
 ในการป้องกันตัว การคาดเชือกสายมวยท่าเสา ต้องเอาเชือกด้านตราสังผีมาลงคาถาอาคม แล้วบิดให้เขม็งเกลียง  หลังจากนั้น เอามาขดก้นหอย 4 ขด แล้วมาเคียนทำเป็นวง 4 วง รองข้างล่างก้นหอยอีกทีหนึ่ง เพื่อสวมเป็นสนับมือ

เมื่อสวมนิ้วมือแล้ว ก็เอาด้ายตราสังมาเคียนทับอีกทีหนึ่ง จากนั้นเชือกที่คาดจะต้องลงรัก และคลุกน้ำมันยาง แล้วก็คลุกแก้วบดอีกทีหนึ่ง เป็นอันเสร็จพิธีคาดเชือก

 

ภาคใต้ มวยไชยา

มวยไชยา หรือ มวยใต้ เป็น มวยไทยโบราณ ที่มีเอกลักษณ์พิเศษ คือ ท่ารำมวย การตั้งท่า ท่าไหว้ครู พันมือคาดเชือก มีความโดดเด่น ของกระบวนท่า 7 ด้าน ประกอบด้วย ท่าเสือลากหาง ท่าย่างสามขุม ท่าปั้นหมัด ท่าเต้นแร้งเต้นกา ท่าพับแขนพันหมัด ท่าพันหมัดพลิกเหลี่ยม และ ท่ากระโดดตบศอก

 

ภาคอีสาน มวยโคราช

มวยโคราช ถือกำเนิดมาจาก จังหวัดนครราชสีมา มีความโด่งดัง โดยเฉพาะช่วงสมัย รัชกาลที่ 5-6 มวยไทยโคราช มีเอกลักษณ์ คือ สวมกางเกงขาสั้น ไม่สวมเสื้อ สวมมงคลที่ศีรษะขณะชก การพันหมัดแบบคาดเชือก ตั้งแต่หมัดขึ้นไปจรดข้อศอก เพราะมวยโคราช เป็นมวยต่อยวงกว้าง และใช้หมัดเหวี่ยงควาย การพันเชือกเช่นนี้ เพื่อป้องกันการเตะ ต่อยได้ดี การฝึกฝึกจากครูมวย      

 

โดยเป็น ครูมวย ในหมู่บ้าน ต่อจากนั้น จึงได้รับการฝึกจาก ครูมวย ในเมือง เมื่อเกิดความคล่องแคล่วแล้วทำพิธียกครู แล้วให้ย่างสามขุมและฝึก ท่าอยู่กับที่ 5 ท่า ท่าเคลื่อนที่ 5 ท่า ฝึกลูกไม้แก้ทางมวย 11 ท่า ฝึกท่าแม่ไม้สำคัญ ประกอบด้วย ท่าแม่ไม้ครู 5 ท่า และท่าแม่ไม้สำคัญโบราณ 21 ท่า แล้วมีโคลงมวยเป็นคติสอนนักมวยด้วย พร้อมคำแนะนำ เตือนสติไม่ให้เกรงกลัวคู่ต่อสู้  

 

มวยไทย ทั้ง 4 ภาคของ ไทย มี เอกลักษณ์ ที่แตกต่างกันออกไป แต่ก็ถือว่าเป็น มวยไทย ที่ควรอนุรักษ์ไว้ เพราะเป็น ศิลปะการต่อสู้ สมัยโบราณ ที่เป็นจุดเริ่มของ มวย ในปัจจุบันนี้

บทความเพิ่มเติม
ฟิตหุ่น สร้างกล้ามเนื้อ แบบเจ้าสังเวียน
ศิลปะการต่อสู้ ( Martial arts ) กับการออกกำลังกาย